Monthly Archives: July 2018

นิทานชาดก วานรินทชาดก : ลิงหลอกเข้

เหตุที่ตรัสชาดก : ทรงปรารภการพยายามปลงพระชนม์ของพระเทวทัตที่มีต่อพระองค์

ในอดีตกาล  เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสี

มีลิงหนุ่มร่างกายกำยำตัวหนึ่ง อาศัยอยู่แนวฝั่งแม่น้ำ กลางแม่น้ำนั้นมีเกาะแห่งหนึ่งที่อุดมสมบูรณ์ด้วยผลหมากรากไม้นานาชนิด ลิงตัวนี้มีกำลังวังชามาก จึงสามารถกระโดดจากฝั่งไปยังเกาะนั้นได้ โดยอาศัยแผ่นหินที่อยู่ระหว่างฝั่งกับเกาะเป็นตัวช่วย แล้วจึงกระโดดจากแผ่นหินนั้นข้ามไปยังเกาะอีกทีหนึ่ง มันเที่ยวเล่นอยู่ที่นั่นทั้งวัน จนกระทั่งเย็นจึงกระโดดข้ามกลับไปยังที่อยู่ของมัน มันทำเช่นนี้อยู่เป็นประจำทุกวัน

ในครั้งนั้น มีจระเข้ตัวหนึ่งอาศัยอยู่กับเมียสาวในน่านน้ำนั้นด้วย ฝ่ายจระเข้ตัวเมียที่กำลังท้องเห็นลิงกระโดดข้ามไปมาดังนั้นก็เกิดแพ้ท้อง อยากกินหัวใจลิงขึ้นมาทันใด

“พี่จ๊ะ ฉันแพ้ท้อง อยากกินหัวใจเจ้าลิงตัวนี้ พี่เอามาให้ฉันกินได้ไหม” นางจระเข้อ้อน

“ได้ซีจ๊ะ น้องรัก เพื่อลูกของเรา พี่จะเอาหัวใจลิงมาให้น้องเอง” ว่าแล้วก็คลานต้วมเตี้ยมออกไปนอนคอยเจ้าลิงบนแผ่นหินก้อนนั้น

 

ฝ่ายเจ้าลิงหลังจากเที่ยวเล่นบนเกาะจนได้เวลากลับ ก็จะกระโดดกลับมาที่แผ่นหินนั้น แต่แล้วก็สังเกตเห็นว่าวันนี้แผ่นหินสูงผิดปกติ มองดูน้ำแล้วก็ไม่เห็นว่ามีน้ำขึ้นน้ำลง จึงคิดว่าบนแผ่นหินนี้คงมีอะไรซ่อนอยู่ มันจึงออกอุบายพูดกับแผ่นหิน

“หินเอ๋ย วันนี้เป็นยังไงบ้าง” ….เงียบ

“เจ้าหิน ทำไมวันนี้เงียบไปล่ะ”   …เงียบ

 

“เอ เจ้าหิน โกรธเคืองอะไรข้ารึ”   ก็ยังเงียบ…

จระเข้ฟังแล้วคิดว่า วันอื่นๆ แผ่นหินคงจะตอบ มันจึงพูดออกไป

“อะไรหรือ ลิง”

“เจ้าเป็นใคร” ลิงถาม เมื่อจระเข้หลงกล 

นิทานชาดก กัญจนขันธชาดก : ทองคำใต้ดินในถิ่นของผู้หวงแหน

เหตุที่ตรัสชาดก : ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่งที่ต้องการจะสึกเพราะคิดว่าตนไม่อาจรักษาศีลที่มีมากมายนั้นได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงย่อศีลทั้งหมดเหลือ 3 ข้อ คือ การไม่ประพฤติผิดทางกาย ทางวาจา และทางใจ ภิกษุรูปนั้นเมื่อกลับไปก็พิจารณาว่าจริงๆแล้วศีลมากมายนั้นมันก็มีแค่ 3 ข้อนี้เอง แล้วเจริญวิปัสนาจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์

 

ในอดีตกาล  เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสี

มีชาวนาคนหนึ่งเข้าไปทำนาในเขตบ้านร้างแห่งหนึ่ง ซึ่งแต่ก่อนเคยเป็นบ้านของมหาเศรษฐี ก่อนตายเขาได้ฝังทองแท่งขนาดใหญ่เท่าโคนขา ยาวประมาณ 4 ศอกไว้ที่นั่นด้วย เมื่อเศรษฐีตายไป ครอบครัวเขาก็ย้ายบ้านไปอยู่ในเมือง ปล่อยให้ที่ตรงนั้นรกร้างว่างเปล่า

วันหนึ่งขณะที่ชาวนาผู้นั้นกำลังไถนาอยู่ ไถของเขาได้สะดุดกับอะไรสักอย่าง เขาคิดว่าคงจะเป็นรากไม้จึงคุ้ยฝุ่นดู เห็นเป็นทองแท่ง ก็ตื่นเต้นดีใจใหญ่ จึงคิดจะแบกทองแท่งกลับบ้าน แต่ทำยังไงก็ไม่สามารถขยับเขยื้อนแท่งทองนั้นได้เลย

 

“ทองอันเท่านี้ ไม่น่าจะหนักขนาดนั้น ทำไงดีละเนี่ย” ชาวนาพึมพำ แล้วก็คิดขึ้นได้ว่า สมบัติชิ้นนี้คงจะมีวิญญาณหวงแหนอยู่  ควรจะบอกกล่าวเจ้าของก่อน เขาจึงนั่งประนมมือแล้วพูดเบาๆ