Category Archives: นิทาน เรื่องของมนุษย์

นิทานชาดก ตักกชาดก : ขอสี่คำ…สำหรับหญิงสองใจ

ลูกสาวเศรษฐีคนหนึ่งชื่อว่านางทุษฐกุมารี มีหน้าตาสวยงาม แต่มีนิสัยดุร้ายหยาบคาย ชอบทุบตีบ่าวไพร่อยู่เสมอ วันหนึ่งนางทุษฐกุมารีและบริวารชวนกันไปเล่นน้ำที่ท่าน้ำใกล้บ้าน อยู่ๆท้องฟ้าก็กลับมืดครึ้มดูทีท่าว่าพายุใหญ่จะมา พวกบริวารคิดแก้เผ็ดนางทุษฐกุมารีโดยพากันแอบกลับเรือน แล้วทิ้งนางไว้ให้อยู่ที่นั่นคนเดียว เมื่อพายุมานางจึงโดนน้ำพัดไปและไม่มีใครช่วย จนกระทั้งน้ำพัดนางมาถึงหน้าอาศรมของฤาษีรูปหนึ่ง ฤาษีเห็นจึงได้เข้าไปช่วยและให้พักอยู่ในอาศรมของท่านก่อนเพราะเป็นเวลาดึกมาแล้ว ส่วนตัวท่านฤาษีได้ออกมานอนข้างนอกแทน รุ่งเช้า ฤาษีชีทางให้นางกลับไป แต่นางไม่ยอมกลับเพราะนึกชอบฤาษีขึ้นมา นางจึงทำมิดีมิร้ายกับฤาษีจนฤาษีเสื่อมจากฌาน เป็นดังนี้ฤาษีจึงสึกออกมาเลี้ยงดูนางทุษฐกุมารี โดยได้ออกมาทำการค้าขายเปรียงอยู่ที่บ้านชายแดน และใช้ชื่อเดิมว่าตักกบัณฑิต

วันหนึ่งตักกบัณฑิตต้องออกไปส่งเปรียงให้ลูกค้าที่ในเมือง นางทุษฐกุมารีจึงอยู่คนเดียว ค่ำวันนั้นโจรได้เข้ามาปล้นบ้านและจับนางทุษฐกุมารีไปเป็นเมีย เมื่อตักกบัณฑิตกลับมาก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรได้ ได้แต่คิดว่านางทุษฐกุมารีคงจะหาทางกลับมาเองได้ เขาจึงได้แต่รอนางอยู่ที่บ้านนั่นเอง

ฝ่ายนางทุษฐกุมารี เมื่อไปอยู่กินกับโจร ก็นึกชอบโจรขึ้นมาเพราะอยู่ที่นี่ช่างสุขสบาย นางจึงคิดกลัวว่าตักกบัณฑิตจะมาตาม จึงได้วางแผน ให้โจรฆ่าเขา โดยส่งจดหมายไปบอกตักกบัณฑิตว่านางอยู่ที่นั่นและทุกข์ทรมาน ขอให้ตักกบัณฑิตมาช่วยที

เมื่อตักกบัณฑิตมาถึง นางทุษฐกุมารีได้บอกให้เขาเข้าไปรอในยุ้งข้าวก่อนเพราะได้เวลานายโจรจะกลับแล้ว หากหนีไปตอนนี้โจรคงจะตามทันและฆ่าเขาทั้งสอง แต่หลังจากนั้น นางทุษฐกุมารีได้กลับไปบอกโจรว่าสามีเก่ามาตาม โจรได้ยินดังนั้นจึงโกรธมากและออกไปเพื่อจะฆ่าตักกบัณฑิต

นายโจรทุบตีตักกบัณฑิตอย่างรุนแรงแต่ ตักกบัณฑิตไม่ร้องสักคำ พูดซ้ำๆว่า “ขี้โกรธ อกตัญญู ชอบส่อเสียด ทำร้ายมิตร” นายโจรนึกสงสัยจึงถามขึ้น ตักกบัณฑิตจึงเล่าความเป็นมาให้ฟัง

นายโจรคิดว่า ตักกบัณฑิตช่วยชีวิตนาง นางยังคิดฆ่าได้ ถ้านางไปเจอคนใหม่ที่ดีกว่า นางก็คงจะฆ่าเขาเหมือนกัน เขาจึงไปบอกนางทุษฐกุมารีว่าให้ไปจับตัวตักกบัณฑิตไว้เขาจะลงมือฆ่าเดียวนี้

แต่สุดท้าย นายโจรได้ลงมือฆ่านางทุษฐกุมารีแทน

 

 

นิทานชาดก อาสาตมันตชาดก : แม่เฒ่าตัญหากลับ

เหตุที่ตรัสชาดก : ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่งที่ต้องการจะสึกออกไปครองเรือน

ชายหนุ่มถูกแม่สั่งให้มาเรียน อสาตมนต์ กับอาจารย์ทิศาปาโมกข์ อาจารย์คิดว่า อสาตมนต์ น่าจะหมายถึงการให้เห็นโทษของผู้หญิง เลยสั่งชายหนุ่มให้ไปดูแลแม่เฒ่าของตนวัย 120 ปี แต่แม่เฒ่าเมื่อเจอคำหวานๆ ของเด็กหนุ่มก็เกิดกามกำเริบ นางทำได้แม้กระทั่งจะฆ่าลูกตัวเอง แต่ลูกศิษย์กตัญญูได้ไปบอกกับอาจารย์ อาจารย์และศิษย์จึงวางแผนแก้เผ็ดแม่เฒ่า

ข้อคิดจากชาดก :
1. ไม่ว่าชายหรือหญิงเมื่อถูกความหลงเข้าครอบงำ แม้ต้องฆ่าลูก ก็ทำได้
2. อายุที่มากขึ้นไม่ได้ทำให้ตัญหาลดลง เมื่อมีสิ่งมากระตุ้นสัญชาตญาณดิบก็จะเปิดเผยออกมา

ประชุมชาดก
มารดาชายหนุ่ม ได้เกิดเป็น ภิกษุณี ชื่อ ภัททกาปิลานีเถริยาปทาน
บิดาชายหนุ่ม ได้เกิดเป็น พระมหากัสสปะ
ชายหนุ่มผู้เป็นศิษย์ ได้เกิดเป็น พระอานนท์
อาจารย์ทิศาปาโมกข์ได้เกิดเป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

นิทานชาดก กัญจนขันธชาดก : ทองคำใต้ดินในถิ่นของผู้หวงแหน

เหตุที่ตรัสชาดก : ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่งที่ต้องการจะสึกเพราะคิดว่าตนไม่อาจรักษาศีลที่มีมากมายนั้นได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงย่อศีลทั้งหมดเหลือ 3 ข้อ คือ การไม่ประพฤติผิดทางกาย ทางวาจา และทางใจ ภิกษุรูปนั้นเมื่อกลับไปก็พิจารณาว่าจริงๆแล้วศีลมากมายนั้นมันก็มีแค่ 3 ข้อนี้เอง แล้วเจริญวิปัสนาจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์

 

ในอดีตกาล  เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสี

มีชาวนาคนหนึ่งเข้าไปทำนาในเขตบ้านร้างแห่งหนึ่ง ซึ่งแต่ก่อนเคยเป็นบ้านของมหาเศรษฐี ก่อนตายเขาได้ฝังทองแท่งขนาดใหญ่เท่าโคนขา ยาวประมาณ 4 ศอกไว้ที่นั่นด้วย เมื่อเศรษฐีตายไป ครอบครัวเขาก็ย้ายบ้านไปอยู่ในเมือง ปล่อยให้ที่ตรงนั้นรกร้างว่างเปล่า

วันหนึ่งขณะที่ชาวนาผู้นั้นกำลังไถนาอยู่ ไถของเขาได้สะดุดกับอะไรสักอย่าง เขาคิดว่าคงจะเป็นรากไม้จึงคุ้ยฝุ่นดู เห็นเป็นทองแท่ง ก็ตื่นเต้นดีใจใหญ่ จึงคิดจะแบกทองแท่งกลับบ้าน แต่ทำยังไงก็ไม่สามารถขยับเขยื้อนแท่งทองนั้นได้เลย

 

“ทองอันเท่านี้ ไม่น่าจะหนักขนาดนั้น ทำไงดีละเนี่ย” ชาวนาพึมพำ แล้วก็คิดขึ้นได้ว่า สมบัติชิ้นนี้คงจะมีวิญญาณหวงแหนอยู่  ควรจะบอกกล่าวเจ้าของก่อน เขาจึงนั่งประนมมือแล้วพูดเบาๆ 

นิทานชาดก ปัญจาวุธชาดก : กุมารหัวร้อน สู้กับยักษ์ขนเหนียว

เหตุที่ตรัสชาดก : ทรงปรารภภิกษุผู้มีความเพียรย่อหย่อนรูปหนึ่ง ทรงเล่าถึงพระราชโอรสผู้มีความเพียร ก็สามารถเอาชนะอุปสรรคได้

ในอดีตกาล  เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสี

พระองค์มีพระโอรสองค์หนึ่ง นามว่า “ปัญญาวุธกุมาร” เมื่อพระโอรสเจริญวัยขึ้น พระองค์ได้ส่งไปศึกษาศิลปวิทยา ณ กรุงตักศิลา

พระราชกุมารศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยา ที่เมืองตักศิลา เป็นเวลาหลายปี จนจบหลักสูตร อาจารย์ได้มอบอาวุธ 5 ชนิดด้วยกันคือ พระขรรค์ ธนู หอก ขวาน และตะบอง เป็นอาวุธประจำกาย เมื่อกราบลาพระอาจารย์แล้วพระองค์จึงเดินทางเพื่อเสด็จกลับยังพระนคร ในระหว่างทาง พระองค์ต้องผ่านป่าซึ่งเป็นที่อยู่ของยักษ์ดุร้ายตนหนึ่งชื่อว่า “สิเลสโลม” ชาวบ้านเห็นพระกุมารก็พากันห้าม

“พระโอรส อย่าเข้าไปในป่านี้เลย ในนั้นมียักษ์ร้ายกาจอาศัยอยู่ มันกินมนุษย์เป็นอาหาร”

“ไม่เป็นไร เราคือใคร พวกท่านไม่รู้รึ หึหึ”  ปัญญาวุธกุมาร ยังมุ่งมั่นแน่วแน่ที่จะผ่านป่านี้ไปให้ได้ ว่าแล้วก็เดินอย่างองอาจเข้าไปในป่า

 

 

ส่วนเจ้ายักษ์ร้ายพอเห็นเด็กหนุ่มเดินมาคนเดียวก็แปลงกายให้ตัวสูงใหญ่เท่าต้นตาล มีศีรษะเท่าปราสาท นัยน์ตาแต่ละข้างขนาดเท่าล้อเกวียน เขียวทั้งสองใหญ่ขนาดเท่าหัวปลีตูมงอกออกจากปาก หน้าขาว ท้องด่าง มือเท้าเขียว แล้วร้องว่า

“เจ้าหนุ่ม! เจ้าจะไปไหน เจ้าต้องเป็นอาหารของข้า”

นิทานชาดก ผลชาดก : เตือนแล้วนะ! อย่ากินมะม่วง

เหตุที่ตรัสชาดก : ทรงปรารภอุบาสกผู้ฉลาดดูผลไม้คนหนึ่ง

 

ในอดีตกาล  เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสี

มีพ่อค้าเกวียนคนหนึ่งบรรทุกเกวียนห้าร้อยเล่มออกไปค้าขายยังต่างเมืองพร้อมกับลูกน้องอีกหลายร้อยคน ครั้งหนึ่งต้องเดินทางไกลผ่านป่าแห่งหนึ่ง ในขณะที่อยู่ชายป่า เขาได้บอกกับลูกน้องว่า

“เดี๋ยวเราจะต้องเดินทางเข้าป่าแล้ว ในป่ามีผลหมากรากไม้จำนวนมากที่มีพิษ หากผลไม้ต้นไหนที่พวกเจ้าไม่เคยกินหรือเห็นผิดสังเกต ให้มาถามเราก่อนนะ”

“ครับ หัวหน้า” ลูกน้องต่างก็เชื่อฟัง

และในไม่ช้าไม่นาน ลูกน้องคนหนึ่งก็วิ่งมาหาหัวหน้าพ่อค้าเกวียน

“หัวหน้า ตรงโน้นมีต้นมะม่วงสุกเต็มต้นเลย ท่านลองไปดูสิครับ ลูกโตน่ากินชะมัด”

เมื่อพ่อค้าเกวียนไปดูแล้วก็บอกว่า

“นี่ไม่ใช่มะม่วง มันคือต้นกิงผลพฤกษ์ เป็นผลไม้พิษ มีพิษร้ายแรง พวกเจ้าอย่ากินเข้าไปเชียวนะ”