นิทานชาดก เสรีววาณิชชาดก : จองเวรข้ามชาติเพราะถาดทองคำ

นิทานชาดก จองเวร

เหตุที่ตรัสชาดก : ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่งผู้ละความเพียร ว่าหากละความเพียรจะเศร้าโศกตลอดกาล

ในอดีตกาลมีพ่อค้าเร่ ชื่อเสรีวะ อยู่ 2 คน คนหนึ่งเป็นคนโลภ เห็นแก่ได้ อีกคนหนึ่งเป็นคนใจดีอยู่ในศีลธรรม ทั้งสองได้ทำมาหากินโดยการเร่ขายเครื่องประดับตามบ้านเรือนต่างๆ

ในวันนั้นเอง นายเสรีวะคนโลภได้เดินเร่ขายของมาถึงบ้านเศรษฐีตกยากหลังหนึ่ง  ซึ่งขณะนั้นมียายกับหลานสาวอยู่บ้านเพียง 2 คน พอหลานสาวเห็นเครื่องประดับสวยๆ เข้า ก็นึกอยากได้เป็นกำลัง

“เรามันจน ไม่มีเงินซื้อเขาหรอก หลายเอ๋ย” ยายปลอบ “รออีกหน่อย ให้เรามีเงินมากกว่านี้ ค่อยซื้อใส่เถอะ” 

“เราไม่มีเงินก็จริง แต่ของของเราก็มี เราเอาของไปแลกเขาก็ได้นี่จ๊ะยาย” หลานหาทางออก

“อืม มีแต่ของเก่าๆ เขาจะยอมแลกหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ลองถามเขาดูก็ได้” ยายคล้อยตาม แล้วบอกให้หลานไปหยิบถาดเก่าในครัวออกมา พร้อมกับร้องเรียกพ่อค้า

“พ่อคุณ แวะทางนี้หน่อยเถิด” ยายตะโกนเรียก แล้วเชื้อเชิญให้เขาเข้ามานั่งในบ้าน

“หลานฉันอยากได้เครื่องประดับ แต่เราไม่มีเงิน มีแต่ถาดใบนี้ พอจะแลกเครื่องประดับของท่านได้สักชิ้นไหมล่ะ”

พ่อค้าหยิบถาดขึ้นมาพิจารณา แล้วใช้เข็มกรีดที่ถาด ก็รู้ว่านี่คือถาดทองคำ มีราคามากมายทีเดียว แต่ด้วยความโลภ เขาจึงออกอุบายทำเป็นไม่สนใจถาดนั้นก่อน แล้วค่อยย้อนกลับมา อย่างไรเสีย เจ้าหนูก็ต้องรบเร้ายายให้แลกถาดกับเครื่องประดับแน่นอน แล้วเขาก็จะยอมแลกเครื่องประดับเพียงชิ้นสองชิ้นกับถาดทองคำนั่น

“ถาดของยายไม่มีราคาค่างวดอะไรนี่ ของเก่าๆ แบบนี้ จะมาแลกเครื่องประดับราคาแพงๆได้อย่างไร ฉันรับไม่ได้หรอก” เขาส่ายหน้าแล้วรีบลุกขึ้นเดินหนีไป พร้อมกับแอบยิ้มให้กับตัวเอง

ต่อมาไม่นานนายเสรีวะใจดี ก็ได้เดินมาถึงหมู่บ้านนี้เช่นกัน เมื่อหลานสาวเห็นพ่อค้า ก็รบเร้ายายอีกเช่นเคย

“หลานเอ๊ย เมื่อกี้เจ้าก็เห็นแล้วไม่ใช่หรือว่าถาดของเรามันไม่มีค่าอะไร พ่อค้าคนโน้นเขาไม่สนใจใยดี แล้วเราจะเอาอะไรไปแลกเขาได้อีก” ยายเริ่มเหนื่อยใจ

“ยายจ๋า พ่อค้าคนก่อนพูดจาหยาบคาย ท่าทางไม่น่าไว้ใจ แต่พ่อค้าคนนี้ดูท่าทางใจดี เราลองขอแลกกับเขาดูก่อนนะจ๊ะยาย” หลานสาวไม่ยอมแพ้

“อืม ลองอีกทีก็ได้” ว่าแล้วยายก็เรียกนายเสรีวะใจดีขึ้นมาบนบ้าน

“ยายไม่มีเงิน มีแต่ถาดนี้แหละ พอจะแลกเครื่องประดับสักชิ้นได้ไหม พ่อหนุ่ม” ยายถาม

นายเสรีวะ ใช้เข็มกรีดที่ถาดก็รู้ว่านี่คือถาดทองคำ เขาตกใจแล้วก็บอกกับยายว่า

“ยายจ๋า ถาดใบนี้เป็นถาดทองคำ มีราคาเป็นแสน ฉันไม่มีเครื่องประดับพอที่จะแลกถาดใบนี้ได้หรอกจ้ะ”

“หา! เป็นไปได้อย่างไร เมื่อกี้นี้พ่อค้าอีกคนบอกว่ามันไม่มีราคาอะไรนี่” ยายกับหลานก็ตกใจเช่นกัน “แต่เอาเถอะ เมื่อพ่อหนุ่มเห็นว่ามันเป็นถาดทองคำ ก็คงจะเป็นบุญของพ่อหนุ่มล่ะ งั้นฉันขอแลกถาดใบนี้กับเครื่องประดับของเจ้าก็แล้วกัน”

“ไม่ได้หรอกจ้ะยาย ถาดนี้มันมีค่ามาก ถ้ายายอยากใด้เครื่องประดับจริงๆ ฉันจะให้ยายเปล่าๆ” นายเสรีวะไม่ยอมท่าเดียว

“งั้นฉันก็รับเครื่องประดับไว้ไม่ได้เหมือนกัน” ต่างคนต่างก็ไม่ยอม จนในที่สุด นายเสรีวะจึงกล่าวขึ้นว่า

“ถ้าอย่างนั้น ฉันขอแลกกับเครื่องประดับทั้งหมดที่มี กับเงินอีก 500 กหาปณะ ฉันขอแค่ตาชั่งกับเงิน 8 กหาปณะ เพื่อใช้เป็นค่าเดินทางกลับบ้านก็แล้วกันจ้ะ” เมื่อตกลงได้ดังนี้ นายเสรีวะก็เดินกลับไปพร้อมกับถาดทองคำ

เวลาผ่านไปไม่นาน นายเสรีวะโลภก็ย้อนกลับมา แล้วตะโกนบอกยายว่า

“เอ้ายาย จะเอาไหม เครื่องประดับน่ะ ฉันจะยอมแลกกับถาดเก่าๆ ของยายก็ได้ เห็นแก่หลานยายหรอกนะ”

“เจ้าคนโลภ เจ้าว่าถาดของข้าไม่มีราคา เมื่อกี้มีพ่อค้าคนหนึ่งเขาแลกถาดทองคำของข้ากับเครื่องประดับทั้งหมดของเขา แล้วยังแถมเงินให้อีก เจ้าคิดจะทำอะไร ข้ารู้หรอก” ยายตะโกนตอบอย่างอารมณ์เสีย

เมื่อนายเสรีวะได้ยินดังนั้น ก็เกิดขัดใจขึ้นมาทันที เขาโกรธจนหมดสติไป เมื่อตื่นขึ้นมาก็รีบวิ่งตามไปที่ท่าน้ำแล้วตะโกนเรียกนายเสรีวะด้วยความแค้น

“เฮ้ย! กลับมาก่อน เอาถาดทองคำของข้ามาเดี๋ยวนี้”

แต่ก็ไร้ผล เพราะนายเสรีวะอยู่บนเรือแล้วและกำลังมุ่งหน้ากลับบ้าน นายเสรีวะโลภยิ่งแค้นหนักขึ้นไปอีก ตะโกนเรียกครั้งแล้วครั้งเล่า จนในที่สุด เขาควบคุมสติไม่อยู่ กระอักเป็นเลือดสดๆ พร้อมกับร่างของเขาทรุดฮวบลงกับพื้น

“ดีล่ะ ฝากไว้ก่อน ชาติหน้าข้าจะตามล้างแค้นแกให้ได้ และจะขอจองเวรกับแกไปทุกภพทุกชาติ!” แล้วนายเสรีวะโลภก็สิ้นใจตายอยู่ตรงนั้นเอง

ข้อคิดจากชาดก :  เมื่อความโลภบังตา จะทำอะไรก็ไม่คิดถึงบาปบุญ

ประชุมชาดก
นายเสรีวะโลภในกาลนั้น ได้เป็น พระเทวทัต
นายเสรีวะผู้เป็นบัณฑิตในกาลนั้น ได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในบัดนี้

นิทานชาดก จองเวร