นิทานชาดก เทวธรรมชาดก : คุณธรรมของเทวดา

นิทานชาดก

เหตุที่ตรัสชาดก : ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่งที่สะสมบริขารต่างๆไว้มาก ทั้งผ้าห่ม สบง จีวร เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบจึงได้ตำหนิ แต่แทนที่พระรูปนั้นจะสำนึกผิดกลับแสดงอาการไม่พอใจ

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชย์สมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี

พระองค์ได้มีพระโอรส 2 พระองค์ ชื่อว่า มหิสาสกุมาร และ จันทกุมาร ต่อมาไม่นาน อัครมเหสีของพระองค์ได้สิ้นพระชนม์ลง พระเจ้าพรหมทัตจึงได้แต่งตั้งสนมนางหนึ่งให้เป็นมเหสีแทน และต่อมาพระนางก็ได้ให้ประสูติพระโอรส ชื่อว่า สุริยะกุมาร เมื่อพระราชาทรงเห็นพระโอรส ก็มีพระหฤทัยยินดีจึงได้ตรัสกับมเหสีว่า

“น้องรัก ลูกเราน่ารักเหลือเกิน พี่จะให้พรแก่ลูกของเรา 1 ประการ เจ้าต้องการสิ่งใดจงบอกพี่มาเถิด” 

“ขอบพระทัยเพคะเสด็จพี่ แต่ตอนนี้หม่อมฉันขอเก็บพรนี้ไว้ก่อน เมื่อถึงเวลา หม่อมฉันจะทูลขอเพคะ” มเหสีกล่าวตอบ

เมื่อพระโอรส สุริยะกุมารเจริญวัยแล้ว มเหสีจึงได้มาเข้าเฝ้าพระเจ้าพรหมทัตเพื่อทวงขอพร

“เจ้าต้องการสิ่งใดหรือ น้องรัก” พระราชาตรัสถาม

“ขอพระองค์จงประทานราชสมบัติแก่พระโอรสของหม่อมฉันเพคะ” นางตอบ

“ไม่ได้หรอก มันผิดประเพณี เหล่าเสนาอำมาตย์ต้องไม่เห็นด้วยแน่ๆ และโอรสทั้ง 2 ของพี่ต่างก็มีวิชาความรู้พอที่จะปกครองบ้านเมืองได้ น้องขอแบบนี้ พี่ให้ไม่ได้จริงๆ” พระราชาบ่ายเบี่ยง

“แต่พระองค์ได้ตรัสไว้แล้วว่าจะให้พรแก่หม่อมฉัน พระองค์จะผิดคำพูดหรือเพคะ” มเหสียังไม่ยอม

พระเจ้าพรหมทัตคิดว่า หากมเหสีต้องการราชสมบัติแบบนี้ ถ้าไม่ตอบตกลง โอรสทั้ง 2 ต้องมีภัยเป็นแน่

“….เอาเถอะ น้องรัก พี่ตกลงให้น้องตามที่ขอ” พระราชาตรัสตอบ อย่างเสียไม่ได้

เมื่อนางกลับไปแล้ว พระองค์จึงรับสั่งเรียกหาโอรสทั้งสอง แล้วเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง

“ลูกรัก เมื่อพ่อได้พูดไปแล้ว พ่อคืนคำไม่ได้ พวกเจ้าอดทนสักหน่อย ตอนนี้พวกเจ้าทั้งสองต้องไปใช้ชีวิตในป่าสักพัก ต่อเมื่อพ่อสิ้น เจ้าจงกลับมาครองสมบัติเถอะ รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดีนะ ลูกรักของพ่อ”

“เสด็จพ่อ อย่ากังวลเลย หม่อมฉันจะทำตามรับสั่งทุกประการ” โอรสทั้งสองทูลด้วยน้ำตานองหน้า

ในขณะที่มหิสาสกุมาร และ จันทกุมาร กำลังเดินออกจากพระราชวังนั้น สุริยะกุมารซึ่งกำลังวิ่งเล่นอยู่ที่หน้าพระลานหันมาเห็นเข้าพอดี จึงร้องถามไปว่า

“พี่จะไปไหนกัน”

“พี่จะไปตรงโน้น”

“ให้ฉันไปด้วยนะ”

“ไม่ได้หรอก ทางมันไกล แล้วก็ลำบาก”

“พี่ไปได้ ฉันก็ไปได้ ไปกันเถอะ” ว่าแล้ว สุริยะกุมาร ก็วิ่งนำหน้าไปทันที

ครั้นมาถึงกลางป่า กุมารทั้ง 3 ก็ตรวจตราหาที่พักอยู่ครู่หนึ่ง ก็ได้มาพบต้นไทรใหญ่ จึงตกลงกันว่าจะพักอยู่ที่นี่ แล้วต่างก็ช่วยกันปรับพื้นที่ให้เหมาะสม สุริยะกุมาร น้องเล็กยังทำอะไรไม่ได้มากนัก พี่ชายจึงหันมาบอกให้ไปตักน้ำในสระใกล้ๆ มาให้

สระน้ำแห่งนั้นเป็นที่อาศัยของผีเสื้อน้ำตนหนึ่งซึ่งได้รับพรจากท้าวเวสสุวรรณว่าให้จับคนหรือสัตว์ที่ลงไปในสระแห่งนั้นกินได้ ยกเว้นคนที่รู้เทวธรรม

เมื่อสุริยะกุมาร มาถึงสระน้ำ ด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง จึงได้ลงไปเล่นน้ำในสระอย่างสนุกโดยไม่ได้สังเกตสิ่งใดโดยรอบ ผีเสื้อน้ำเห็นเข้าจึงเข้ามาจับตัวสุริยะกุมาร ไว้แล้วถามว่า

“เจ้าหนู เจ้าแอบมาเล่นน้ำในสระของข้า เจ้ารู้จักเทวธรรมหรือเปล่า”

สุริยะกุมาร กลัวจนตัวสั่น แต่ก็ตอบไปว่า “รู้จักซี เทวธรรมก็คือพระจัทร์กับพระอาทิตย์ ยังไงล่ะ”

“ฮ่าๆๆ เจ้าหนูน้อย เจ้าตอบผิดแล้ว ข้าจะเก็บเจ้าไว้เป็นอาหารเย็น” ว่าแล้วผีเสื้อน้ำก็นำสุริยะกุมารไปขังไว้ที่ใต้บาดาล

มหิสาสกุมาร เห็นว่าน้องไปนานไม่กลับมาสักที จึงให้ จันทกุมาร ตามไปดูว่ามีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า

จันทกุมารมาถึงก็ร้องเรียกน้องชาย แล้วเดินลงไปในสระ ผีเสื้อน้ำเห็นเข้าจึงจับตัวจันทกุมารไว้อีกเช่นกัน

“เฮ้ย จับข้าไว้ทำไม ข้ามาตามหาน้องชายข้า” จันทกุมารตะโกนบอกผีเสื้อน้ำ

“ข้ามีสิทธิ์จับเจ้า เพราะนี่เป็นเขตของข้า เว้นแต่ว่าเจ้าจะตอบคำถามข้าได้ จึงจะปล่อยเจ้าไป” เจ้ายักษ์บอกอย่างใจเย็น

“ตอบคำถามหรือ คำถามอะไรเล่า” จันทกุมารร้องถาม

“เจ้ารู้จักเทวธรรมหรือเปล่า เทวธรรมคืออะไรจงบอกข้ามา”

เทวธรรมก็คือ ทิศทั้ง 4 ยังไงล่ะ” จันทกุมารตอบ

“ไม่ใช่ ฮ่าๆๆ เจ้าเป็นอาหารเย็นของข้า” ว่าแล้วเจ้ายักษ์ก็พาจันทกุมารไปขังไว้รวมกับสุริยกุมารที่ใต้บาดาล

เวลาล่วงเลยไปนาน มหิสาสกุมาร เห็นว่าน้องๆ ยังไม่กลับมาเกรงว่าทั้ง 2 จะมีอันตราย  จึงได้เดินออกไปตามหา เมื่อมาถึงสระน้ำมหิสาสกุมารสังเกตเห็นรอยเท้าที่ลงไปในสระ มีแต่รอยเท้าเดินลงไป ไม่มีรอยเท้าเดินขึ้นมาเลย จึงแน่ใจว่าในสระนี้คงจะมีผีเสื้อน้ำอยู่เป็นแน่

ฝ่ายผีเสื้อน้ำ เมื่อเห็น มหิสาสกุมาร ยืนจดๆจ้องๆ ไม่ยอมลงสระสักที จึงแปลงกายเป็นคนตัดไม้ แล้วเดินเข้ามาหา

“พ่อหนุ่ม ไม่ลงไปอาบน้ำให้ชื่นใจหรือ น้ำใสแจ๋วอย่างนี้เย็นสบายดีแท้” ยักษ์แปลงทักทาย

มหิสาสกุมาร สังเกตเห็นชายคนนั้นไม่มีแววตา ก็รู้ว่าเป็นยักษ์แปลงกายมา จึงถามออกไปตรงๆว่า

“เจ้าจับน้องข้าไปไว้ที่ไหน”

เจ้ายักษ์ พอถูกจับได้ก็แปลงกายกลับเป็นยักษ์ตามเดิม แล้วบอกออกไปตรงๆ เช่นกัน

“ใช่แล้ว ข้ามีสิทธิ์จะจับใครก็ได้ที่ลงมาในสระนี้ หากเขาไม่รู้เทวธรรม เจ้าก็เช่นกัน หากไม่รู้เทวธรรมข้าก็จับเจ้ากินได้” ผีเสื้อน้ำขู่

“ทำไมเจ้าจึงอยากรู้ ธรรมข้อนี้” มหิสาสกุมาร ถามต่อ

“ข้าต้องทนทุกข์ทรมารอยู่ที่สระนี้มานานแสนนาน จนกว่าข้าจะได้รู้ว่าเทวธรรมคืออะไร ข้าจึงจะพ้นโทษ ไม่ต้องอยู่เฝ้าสระนี้อีกต่อไป” ผีเสื้อน้ำบอกด้วยเสียงละห้อย

“ข้ารู้ เจ้าอยากฟังหรือเปล่าล่ะ”

“ท่านรู้จริงหรือ” ยักษ์ย้อนถามด้วยดวงตาเป็นประกาย และเปลี่ยนสรรพนามทันที

“แน่นอน ว่าข้ารู้ แต่การฟังธรรมนั้นเจ้าต้องเคารพในธรรม ตอนนี้ข้าเพิ่งเดินทางมา เนื้อตัวสกปรก ขอให้ข้าได้อาบน้ำชำระร่างกายเสียก่อน”

“ได้ซีท่าน ท่านจงอาบน้ำให้สบายใจเถิด” ยักษ์ตอบ แล้วหันไปจัดที่นั่ง ปูอาสนะไว้ให้อย่างดี นั่งประนมมือเตรียมตัวฟังธรรม

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว มหิสาสกุมาร จึงได้แสดงธรรม อย่างย่อๆว่า

เทวธรรมก็คือคุณธรรมของเทวดา ประกอบด้วย หิริ และ โอตตัปปะ หิริ ก็คือ ความละอายต่อบาป โอตตัปปะก็คือการเกรงกลัวต่อผลของบาป….”

เมื่อการแสดงธรรมจบลง เจ้ายักษ์จึงสาธุการแล้วกล่าวกับมหิสาสกุมาร ว่า

“ท่านรู้ธรรมจริงๆ ข้าจะคืนน้องชายให้ท่าน 1 คน เพราะข้ายังต้องกินเนื้อมนุษย์เป็นอาหาร”

“ข้าขอน้องชายคนเล็กคืน” มหิสาสกุมารตอบ

“ท่านรู้จักเทวธรรมก็จริง แต่ทำไมท่านจึงไม่ปฏิบัติตามธรรมเหล่านั้น ท่านควรจะเลือกน้องชายคนที่ 2 สิจึงจะถูก”

“น้องชายคนเล็ก เป็นน้องชายต่างมารดา และมารดาเลี้ยงได้ทูลขอราชสมบัติให้กับเขา ที่เราและน้องชายคนที่ 2 ต้องมาอยู่ป่านี้เป็นเพราะเสด็จพ่อเกรงว่าพวกเราจะมีอันตราย… หากข้ากลับไปบอกว่าน้องชายคนเล็กถูกยักษ์จับกิน ใครเล่าจะเชื่อ เขาต้องครหาแน่ว่าพวกข้าได้ฆ่าน้องชายคนเล็กเพื่อหวังราชสมบัติ” มหิสาสกุมารอธิบาย

“ข้าเข้าใจแล้ว ท่านนี้ประเสริฐจริงๆ ข้าจะคืนน้องชายทั้ง 2 คนให้ท่าน”

“ขอบใจมาก ตัวเจ้าก็เช่นกัน ที่ต้องมาเกิดเป็นยักษ์ก็เพราะกรรมเก่าของเจ้า เจ้าจงเลิกทำบาปด้วยการฆ่าสัตว์เถิด”

จากวันนั้นทั้ง 3 คนก็อาศัยอยู่ในป่าด้วยความสุข และมีเจ้ายักษ์ที่เลิกกินเนื้อสัตว์มาคอยอารักขา และในคืนวันหนึ่งเมื่อมหิสาสกุมาร มองไปบนท้องฟ้า เห็นหมู่ดวงดาวอับแสงก็รู้ได้ว่าพระเจ้าพรหมทัตเสด็จสวรรคตแล้ว

ในวันรุ่งขึ้น ทั้ง 3 จึงได้เดินทางกลับมายังนคร และมีเจ้ายักษ์ติดตามมาด้วย โดยได้พักอยู่ที่ชายป่าใกล้ๆ เมือง มีทหารนำผลไม้มาให้เป็นอาหารทุกวัน

ต่อมาไม่นาน มหิสสาสกุมาร ได้ขึ้นครองราชสมบัติตามพระราชประเพณี เมื่อมหิสสาสกุมารขึ้นครองราชแล้ว จึงแต่งตั้งจันทกุมารเป็นมหาอุปราช และสุริยกุมารเป็นเสนาบดี และทรงปกครองบ้านเมืองให้มีความสงบสุขตลอดมา

ข้อคิดจากชาดก
คุณธรรมของเทวดาคือหิริและโอตัปปะหรือความละอายและเกรงกลัวต่อบาป หากใครละอายและเกรงกลัวต่อบาป จะได้ชื่อว่าเป็นเทวดาในร่างมนุษย์เช่นกัน

ประชุมชาดก
ผีเสื้อนํ้าในครั้งนั้น ได้เกิดเป็นภิกษุผู้มีภัณฑะมาก ในบัดนี้
สุริยกุมารได้เกิดเป็น พระอานนท์
จันทกุมารได้เกิดเป็น พระสารีบุตร
มหิสสาสกุมารผู้เป็นเชฏฐา ได้เกิดเป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

นิทานชาดก