นิทานชาดก มัจฉชาดก : กามตัญหาทำปลาหน้ามืด

นิทานชาดก ปลา

เหตุที่ตรัสชาดก : ทรงปรารภพระภิกษุที่อยากจะสึกเพราะคิดถึงภรรยาเก่า

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสี

ที่แม่น้ำใกล้ชานเมือง มีปลาตัวหนึ่งมันเติบโตเป็นหนุ่มใหญ่แต่ยังไม่มีคู่ไว้เชยชิดเสน่หาเลย วันหนึ่งมันจึงว่ายออกจากที่อยู่ของมัน เพื่อเสาะแสวงหาปลาสาวมาเป็นคู่สักตัว มันว่ายน้ำมาไกลจนกระทั่งเข้าเขตปลาพวกอื่น ก็พอดีได้พบนางปลาตัวหนึ่งเป็นที่ต้องใจของมันยิ่งนัก มันจึงเข้าไปเกี้ยวพาราสี

ปลาทั้งสองว่ายน้ำจู๋จี๋อี๋อ๋อกันอย่างดื่มด่ำชุ่มฉ่ำใจ ปลาสาวว่ายนำหน้า ส่วนปลาหนุ่มว่ายตามหลัง บางครั้งก็เข้าชิดเกาะเกี่ยวกัน บางครั้งก็ออกห่างโลดไล่กันไปมาอย่างสนุกสนาน

ขณะที่ปลาสาวว่ายนำหน้ามาถึงตอนหนึ่ง นางได้กลิ่นแหของชาวประมง จึงหวนกลับ ส่วนปลาหนุ่มกำลังเต็มตื้นด้วยความเสน่หา เห็นดังนั้นก็นึกว่าปลาสาวคงจะแสร้งว่ายกลับให้ตัววิ่งไล่ จึงถลันเข้าไปในท้องแหโดยไม่รู้ตัว

ฝ่ายชาวประมงเห็นปลาตัวใหญ่ติดแหเข้าก็ดีใจ ยกแหขึ้นมาไว้บนหาดทราย จัดแจงเตรียมก่อไฟจะย่างปลากิน 

วาจาสุภาษิต : สนุกปากอย่าให้ลำบากคนอื่น

วาจาสุภาษิต การพูดดี

วาจาสุภาษิต คือคำพูดที่เรากลั่นกรองไว้ดีแล้วด้วยใจที่ผ่องใสแล้วค่อยพูดออกมา ประกอบด้วย
1.เป็นเรื่องจริง
2.เป็นคำที่สุภาพ ไม่หยาบคาย ไม่เสียดสี ไม่ดูถูกศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของใคร หรือพูดอีกอย่างคือการให้เกียรติคนอื่นนั่นเอง
3.เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ ต่อทั้งคนพูดและคนฟังด้วย
4.พูดด้วยจิตที่เมตตา ปรารถนาดีกับคนฟังจริงๆ โดยไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝง
5.ต้องพูดให้ถูกกาลเทศะ คือ ดูเวลาและสถานที่ให้เหมาะสม ว่าเวลาไหนควรพูด และควรพูดที่นี่หรือเปล่า

นอกจากนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังให้หลักการพูดเอาไว้อีก 6 ประการ คือ
1.คำไม่จริง ไม่มีประโยชน์ ไม่เป็นที่รัก(ของคนฟัง) = เราจะไม่พูด
2.คำไม่จริง ไม่มีประโยชน์ แต่ว่าเป็นที่รัก(ของคนฟัง) = เราจะไม่พูด
3.ถึงจะเป็นคำจริง แต่ไม่มีประโยชน์ แล้วก็ไม่เป็นที่รัก(ของคนฟัง) = เราจะไม่พูด
4.เป็นคำจริง ไม่มีประโยชน์ แต่เป็นที่รัก(ของคนฟัง) = เราจะไม่พูด
5.เป็นคำจริง มีประโยชน์ แต่ว่าไม่เป็นที่รัก(ของคนฟัง) = อันนี้ต้องรอจังหวะให้ดีค่อยพูด
6.เป็นคำจริง มีประโยชน์ แล้วก็เป็นที่รัก(ของคนฟัง) = เราจึงจะพูด  

นิทานชาดก สัมโมทมานชาดก : หายนะมาเยือนเพราะเพื่อน(นกกระจาบ)ไม่สามัคคี

นิทานชาดก นกกระจาบไม่สามัคคี

เหตุที่ตรัสชาดก : ทรงปรารภการทะเลาะกันของพระญาติทางฝ่ายเมืองกบิลพัสดุ์ กับพระญาติทางฝ่ายเมืองโกลิยะ

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสี

ณ ป่าใหญ่แห่งหนึ่ง มีนกกระจาบหลายพันตัวอาศัยอยู่  แต่เมื่อเร็วๆนี้ เป็นที่สังเกตได้ว่า ประชากรนกกระจาบได้หดหายไปจำนวนมาก ฝ่ายหัวหน้าฝูงนกกระจาบเมื่อเห็นพรรคพวกหดหายไปเรื่อยๆ เช่นนั้น ก็พยายามสืบจนได้ความว่า มีนายพรานคนหนึ่งแอบเอาข่ายไปดักจับนกกระจาบ หัวหน้าจึงเรียกประชุมนกกระจาบทั้งหมดแล้วประกาศให้ทราบ และบอกวิธีเอาตัวรอด

“…ดังนั้น ตั้งแต่วันนี้ไป หากพวกเราติดข่ายนายพรานให้พร้อมใจกันเอาศีรษะลอดตาข่าย แล้วพากันออกแรงบินยกข่ายขึ้นไปครอบไว้บนต้นไม้สูงๆ แล้วก็บินหลบออกมาด้านล่าง เท่านี้พวกเราก็จะเอาชีวิตรอดออกมาได้ เข้าใจไหม”

“ครับลูกพี่ พวกเราต้องเอาชีวิตรอดได้แน่นอน”

ตั้งแต่วันนั้น เมื่อพวกนกถูกข่ายนายพราน พวกมันก็พร้อมใจกันทำตามคำแนะนำของหัวหน้าอย่างเคร่งครัด กว่านายพรานจะปีนขึ้นไปแกะตาข่ายบนต้นไม้ได้ ก็ค่ำมืด จนต้องกลับบ้านมือเปล่าเสียทุกครั้ง ทำให้ถูกเมียที่บ้านเข้าใจผิด 

นิทานชาดก นัจจชาดก : ลำแพนลำพอง

นิทานชาดก นกยูง

เหตุที่ตรัสชาดก : ทรงปรารภพระภิกษุผู้มีภัณฑะมากรูปหนึ่ง เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสถาม แม้ภิกษุผู้นั้นจะรับว่าจริงแต่ก็โกรธ จึงเปลี้องผ้าออก ยืนเป็นคนเปลือยอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ แล้วหันหลังเดินจากไป สักพักก็มาขอสึก

ในอดีตกาล เมื่อต้นภัทรกัปนี้ (เมื่อโลกเกิดขึ้นใหม่ๆ) สัตว์ทั้งหลายต่างก็ตั้งพวกของตนให้เป็นหัวหน้า เช่น พวกปลาได้ตั้งปลาอานนท์เป็นหัวหน้า พวกนกได้ตั้งหงส์เป็นหัวหน้า ส่วนสัตว์สี่เท้าได้ตั้งราชสีห์เป็นหัวหน้า

ครั้งหนึ่งพญาหงส์ซึ่งเป็นหัวหน้าของบรรดานกทั้งหลาย มีความประสงค์จะให้ลูกสาวผู้เลอโฉมได้แต่งงาน จึงประชุมบรรดานกทั้งหมด แล้วให้ลูกสาวเลือกคู่ได้เองตามใจชอบ

ลูกสาวแสนสวยของพญาหงส์ได้เดินชะแง้แลมองบรรดานกหนุ่มที่ชูคอสลอน ณ ที่นั้น เธอเดินไปเดินมาหลายรอบ ในที่สุดก็ได้พบกับนกยูงใหญ่ตัวหนึ่ง รูปร่างท่าทางองอาจผึ่งผาย มิหนำซ้ำที่คอยังมีสีเหมือนแก้วมณี มีหางอันงามวิจิตร เป็นที่สะดุดตา เลยเกิดชอบใจ จึงกลับไปบอกพ่อกับแม่ของเธอทันที

“ตกลงพ่อยกเจ้าให้กับนกยูงผู้งามสง่า” พญาหงส์ประกาศ 

นิทานชาดก มุณิกชาดก : กินสบายตายเร็ว

นิทานชาดก วัว หมู

เหตุที่ตรัสชาดก : ทรงปรารภหญิงอ้วนผู้ประเล้าประโลมภิกษุรูปหนึ่ง และพระรูปนั้นต้องการจะสึก

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสี

มีบ้านตระกูลหนึ่งเลี้ยงชีพด้วยการทำไร่ทำนา เขาเลี้ยงวัวไว้ 2 ตัว ชื่อมหาโลหิต วัวผู้พี่ และจูฬโลหิต วัวผู้น้อง และยังมีหมูอ้วนอีกตัวหนึ่งชื่อว่า มุณิกะ อยู่ในคอกข้างๆ กัน

ทุกๆ เช้า วัวทั้งคู่ต้องออกไปไถนาและเทียมเกวียนบรรทุกสิ่งของไปยังที่ต่างๆ กว่าจะกลับก็ค่ำมืด วัวทั้งสองต่างก็เหน็ดเหนื่อยเป็นอันมาก อาหารที่พวกมันได้กินอยู่ทุกวันก็คือหญ้าแข็งๆ กับฟางแห้ง วันละเล็กน้อยและน้ำเปล่า เท่านั้น ผิดกับเจ้าหมูอ้วนที่วันๆ

ไม่ต้องทำอะไรได้แต่กินกับนอน อาหารที่เจ้าหมูได้กินก็มีแต่ข้าวปลาอาหารอย่างดีน่าอร่อยทั้งนั้น วันหนึ่งเมื่อวัวทั้งสองกลับมาถึงคอกวัวด้วยความอ่อนเพลีย วัวตัวน้องก็ปรารภกับวัวตัวพี่อย่างขมขื่น