อบายมุข ปากทางแห่งความเสื่อม

อบายมุขแปลว่าปากทางแห่งความเสื่อม หากใครหลงเดินไปทางของอบายมุขนี้ย่อมพบกับความเสื่อมอย่าง แน่นอน อบายมุขมี 6 ประการคือ ชอบดื่มน้ำเมา ชอบเที่ยวกลางคืน ชื่นชอบมหรสพ คบคนชั่วเป็นมิตร ติด การพนัน และเกียจคร้านการงาน ใครติดอบายมุขแม้ข้อเดียวก็เสื่อมแล้ว ดังนั้นเรามาเลิกอบายมุขกันเถอะ

นิทานชาดก มูสิกชาดก : จิ้งจอกหลอกกินหนู

เหตุที่ตรัสชาดก : ทรงปรารภภิกษุผู้หลอกลวงรูปหนึ่ง

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในนครพาราณสี

มีหนูใหญ่ตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในป่ากับลูกน้องบริวารหนูอีกหลายตัว ในครั้งนั้นมีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งเข้ามาหากินในป่านั้น ได้เห็นหนูฝูงใหญ่ ก็คิดวางแผนจะกินหนูพวกนี้ มันจึงทำทีเป็นยืนขาเดียว แหงนหน้าจ้องดวงอาทิตย์อ้าปากกินลมอยู่ใกล้ๆบริเวณนั้น

เมื่อหัวหน้าหนูมาเห็นเข้าใจว่าเจ้าจิ้งจอกตัวนี้เป็นผู้มีศีล จึงเข้าไปถามว่า

“ท่านชื่ออะไร”

“เราชื่อธรรมมิกะ ที่แปลว่าผู้ตั้งอยู่ในธรรม” จิ้งจอกตอบพร้อมกับแปลให้เสร็จสรรพ 

นิทานชาดก ทุมเมธชาดก : พระราชาคิดฆ่าช้างเผือก

เหตุที่ตรัสชาดก : ทรงปรารภความอิจฉาริษยาของพระเทวทัตที่มีต่อพระพุทธองค์

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้ามคธเสวยราชสมบัติในกรุงราชคฤห์

พระองค์มีช้างพระที่นั่งเชือกหนึ่ง เป็นพญาช้างเผือกที่มีลักษณะสมบูรณ์ด้วยลักษณะอันประเสริฐทุกประการ

วันหนึ่งมีงานมหรสพประจำปี พระองค์โปรดให้ประดับตกแต่งพระนครอย่างงดงามราวสรวงสวรรค์ แล้วทรงช้างพระที่นั่งเลียบพระนครตามขัตติยประเพณี

ฝ่ายพสกนิกรทั้งหลายที่เฝ้าชมพระบารมี เมื่อได้เห็นช้างพระที่นั่ง ก็พากันโสมนัสปรีดา ต่างก็ชื่นชมพรรณาถึงช้างเผือกเท่านั้น ว่างามอย่างนั้นอย่างนี้ มิได้สนใจพระราชาที่ประทับบนหลังช้างแม้แต่น้อย

เมื่อพระราชาประสบเหตุการณ์ดังนั้น ก็ทรงแค้นเคืองพระทัย มีจิตริษยาช้างเผือกของพระองค์เองและตั้งใจว่าจะฆ่าช้างเชือกนี้ให้ได้ จึงได้ตรัสถามควาญช้างว่า 

นิทานชาดก กุสนาฬิชาดก : สหายผู้ต่ำต้อยบนยอดหญ้า

เหตุที่ตรัสชาดก : ทรงปรารภท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีที่มีเพื่อนเป็นชนชั้นต่ำกว่า และไว้ใจให้ทำการงาน

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในนครพาราณสี

เทพารักษ์ผู้มีศักดิ์ใหญ่ทั้งหลายได้อาศัยอยู่ที่วิมานบนต้นไม้ใหญ่ในพระราชอุทยาน เทพารักษ์ผู้มีศักดิ์ใหญ่องค์หนึ่งชื่อว่ารุจาเทวดา มีความสนิทสนมคุ้นเคยกับเทพารักษ์ผู้มีศักดิ์น้อยชื่อว่า กุสนาฬิเทวดา ที่อาศัยอยู่บนกอหญ้าคา เทวดาทั้งสองแม้จะมียศศักดิต่างกันแต่ก็คบหาเป็นมิตรสนิทสนมกันเสมอมา

ในครั้งนั้น พระเจ้าพรหมทัตประทับอยู่ที่ปราสาทเสาเดียว แต่เสาปราสาทเกิดไหวขึ้นมา พวกราชบุรุษจึงพากันไปกราบทูล พระเจ้าพรหมทัตจึงตรัสเรียกให้ช่างไม้มาแล้วตรัสว่า


“เสาปราสาทมันไหวเสียแล้ว พวกเจ้าจงไปหาไม้ที่มีแก่นและแข็งแรงมาทำเสาปราสาทเถิด”

นิทานชาดก อกาลราวิชาดก : ตายเพราะไม่มีใครสั่งสอน

เหตุที่ตรัสชาดก : ทรงปรารภภิกษุผู้ท่องบ่นไม่เป็นเวลารูปหนึ่ง

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในนครพาราณสี

มีอาจารย์ทิศาปาโมกข์ผู้หนึ่ง มีลูกศิษย์ในปกครอง 500 คน ในสำนักเรียนนั้นมีไก่อยู่ตัวหนึ่งคอยขันให้สัญญาณแก่ลูกศิษย์เพื่อตื่นขึ้นมาศึกษาบทเรียน ไก่ตัวนี้ขันตรงเวลาดีมาก แต่ต่อมาไม่นานก็ตายตามสภาพสังขาร

เมื่อไก่ตัวนั้นตายแล้ว พวกลูกศิษย์ก็หาไก่ตัวใหม่มาเลี้ยงแทน เขาไปเจอมันในป่าช้า ก็จับมันมาใส่กรงเลี้ยงไว้ เนื่องจากเป็นไก่ป่า ไม่รู้เวลาขัน นึกอยากขันเมื่อไรก็ขันตามใจชอบ

พวกลูกศิษย์พากันตื่นตามเวลาที่ไก่ขัน บางวันขันดึกเกินไป ก็เป็นเหตุให้พวกเขาง่วงเหงาหาวนอน บางวันขันตอนสว่าง พวกลูกศิษย์ก็ไม่มีเวลาได้ศึกษาเล่าเรียน