Category Archives: นิทานชาดก

นิทานชาดก มูสิกชาดก : จิ้งจอกหลอกกินหนู

เหตุที่ตรัสชาดก มูสิกชาดก : ทรงปรารภภิกษุผู้หลอกลวงรูปหนึ่ง

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในนครพาราณสี

มีหนูใหญ่ตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในป่ากับลูกน้องบริวารหนูอีกหลายตัว ในครั้งนั้นมีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งเข้ามาหากินในป่านั้น ได้เห็นหนูฝูงใหญ่ ก็คิดวางแผนจะกินหนูพวกนี้ มันจึงทำทีเป็นยืนขาเดียว แหงนหน้าจ้องดวงอาทิตย์อ้าปากกินลมอยู่ใกล้ๆบริเวณนั้น

เมื่อหัวหน้าหนูมาเห็นเข้าใจว่าเจ้าจิ้งจอกตัวนี้เป็นผู้มีศีล จึงเข้าไปถามว่า

“ท่านชื่ออะไร”

“เราชื่อธรรมมิกะ ที่แปลว่าผู้ตั้งอยู่ในธรรม” จิ้งจอกตอบพร้อมกับแปลให้เสร็จสรรพ 

“ทำไมท่านยืนขาเดียวอย่างนั้นล่ะ” เจ้าหนูถามต่อ

“ถ้าเรายืนทั้งสี่ขา แผ่นดินนี้จะรับน้ำหนักเราไม่ไหวแน่ มีหวังถล่ม เราสงสารสัตว์จำนวนมากเดี๋ยวพวกมันจะตายเสีย เราจึงต้องพยายามยืนขาเดียวอยู่อย่างนี้”

“แล้วทำไมท่านต้องอ้าปากตลอดเวลา” เจ้าหนูยังสงสัย

นิทานชาดก ทุมเมธชาดก : พระราชาคิดฆ่าช้างเผือก

เหตุที่ตรัสชาดก ทุมเมธชาดก : ทรงปรารภความอิจฉาริษยาของพระเทวทัตที่มีต่อพระพุทธองค์

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้ามคธเสวยราชสมบัติในกรุงราชคฤห์

พระองค์มีช้างพระที่นั่งเชือกหนึ่ง เป็นพญาช้างเผือกที่มีลักษณะสมบูรณ์ด้วยลักษณะอันประเสริฐทุกประการ

วันหนึ่งมีงานมหรสพประจำปี พระองค์โปรดให้ประดับตกแต่งพระนครอย่างงดงามราวสรวงสวรรค์ แล้วทรงช้างพระที่นั่งเลียบพระนครตามขัตติยประเพณี

ฝ่ายพสกนิกรทั้งหลายที่เฝ้าชมพระบารมี เมื่อได้เห็นช้างพระที่นั่ง ก็พากันโสมนัสปรีดา ต่างก็ชื่นชมพรรณาถึงช้างเผือกเท่านั้น ว่างามอย่างนั้นอย่างนี้ มิได้สนใจพระราชาที่ประทับบนหลังช้างแม้แต่น้อย

เมื่อพระราชาประสบเหตุการณ์ดังนั้น ก็ทรงแค้นเคืองพระทัย มีจิตริษยาช้างเผือกของพระองค์เองและตั้งใจว่าจะฆ่าช้างเชือกนี้ให้ได้ จึงได้ตรัสถามควาญช้างว่า 

“ช้างตัวนี้ เจ้าฝึกดีแล้วรึ”

“ฝึกดีแล้วพระเจ้าข้า” นายหัตถาจารย์ทูลตอบ

“ข้าจะให้ช้างตัวนี้ขึ้นไปบนยอดเขาได้ไหม” พระราชาถามต่อ

นิทานชาดก กุสนาฬิชาดก : สหายผู้ต่ำต้อยบนยอดหญ้า

เหตุที่ตรัสชาดก กุสนาฬิชาดก : ทรงปรารภท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีที่มีเพื่อนเป็นชนชั้นต่ำกว่า และไว้ใจให้ทำการงาน

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในนครพาราณสี

เทพารักษ์ผู้มีศักดิ์ใหญ่ทั้งหลายได้อาศัยอยู่ที่วิมานบนต้นไม้ใหญ่ในพระราชอุทยาน เทพารักษ์ผู้มีศักดิ์ใหญ่องค์หนึ่งชื่อว่ารุจาเทวดา มีความสนิทสนมคุ้นเคยกับเทพารักษ์ผู้มีศักดิ์น้อยชื่อว่า กุสนาฬิเทวดา ที่อาศัยอยู่บนกอหญ้าคา เทวดาทั้งสองแม้จะมียศศักดิต่างกันแต่ก็คบหาเป็นมิตรสนิทสนมกันเสมอมา

ในครั้งนั้น พระเจ้าพรหมทัตประทับอยู่ที่ปราสาทเสาเดียว แต่เสาปราสาทเกิดไหวขึ้นมา พวกราชบุรุษจึงพากันไปกราบทูล พระเจ้าพรหมทัตจึงตรัสเรียกให้ช่างไม้มาแล้วตรัสว่า

“เสาปราสาทมันไหวเสียแล้ว พวกเจ้าจงไปหาไม้ที่มีแก่นและแข็งแรงมาทำเสาปราสาทเถิด”

ช่างไม้จึงพากันไปหาต้นไม้ที่เหมาะแก่การทำเสาปราสาท ได้เข้าไปในพระราชอุทยานเห็นต้นไม้ใหญ่ซึ่งเป็นที่อยู่ของรุจาเทวดา ก็เห็นตรงกันว่าควรใช้ต้นไม้นี้จึงพากันไปขอพระบรมราชานุญาติตัดต้นไม้ เมื่อได้รับอนุญาติแล้วช่างไม้จึงเตรียมของเซ่นไหว้ไปยังต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น 

นิทานชาดก อกาลราวิชาดก : ตายเพราะไม่มีใครสั่งสอน

เหตุที่ตรัสชาดก อกาลราวิชาดก : ทรงปรารภภิกษุผู้ท่องบ่น สวดมนต์ไม่เป็นเวลารูปหนึ่ง

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในนครพาราณสี

มีอาจารย์ทิศาปาโมกข์ผู้หนึ่ง มีลูกศิษย์ในปกครอง 500 คน ในสำนักเรียนนั้นมีไก่อยู่ตัวหนึ่งคอยขันให้สัญญาณแก่ลูกศิษย์เพื่อตื่นขึ้นมาศึกษาบทเรียน ไก่ตัวนี้ขันตรงเวลาดีมาก แต่ต่อมาไม่นานก็ตายตามสภาพสังขาร

เมื่อไก่ตัวนั้นตายแล้ว พวกลูกศิษย์ก็หาไก่ตัวใหม่มาเลี้ยงแทน เขาไปเจอมันในป่าช้า ก็จับมันมาใส่กรงเลี้ยงไว้ เนื่องจากเป็นไก่ป่า ไม่รู้เวลาขัน นึกอยากขันเมื่อไรก็ขันตามใจชอบ

พวกลูกศิษย์พากันตื่นตามเวลาที่ไก่ขัน บางวันขันดึกเกินไป ก็เป็นเหตุให้พวกเขาง่วงเหงาหาวนอน บางวันขันตอนสว่าง พวกลูกศิษย์ก็ไม่มีเวลาได้ศึกษาเล่าเรียน 

“ไก่ตัวนี้ขันไม่เป็นเวลา พวกเราจะเรียนไม่สำเร็จก็เพราะมันนี่แหละ” ลูกศิษย์คนหนึ่งบ่น

“นั่นสิ จับมันหักคอ ย่างกินเสียดีกว่า” อีกคนเสนอ

นิทานชาดก วัฏฏกชาดก : รอดตายเพราะยอมอด

เหตุที่ตรัสชาดก วัฏฏกชาดก : ทรงปรารภบุตรของอุตตรเศรษฐีที่รอดพ้นจากการลงอาญา เพราะนึกถึงคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและตั้งใจจะบวชในพระพุทธศาสนา

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในนครพาราณสี

มีนายพรานนกคนหนึ่งเที่ยวดักนกกระจาบมาขังไว้ที่บ้าน เพื่อให้ลูกค้ามาเลือกซื้อหาตามใจชอบ

วันหนึ่งเขาดักนกกระจาบมาได้หลายตัว นกกระจาบหนึ่งในจำนวนนั้น คิดอยู่ในใจว่า

‘ถ้าเรากินอาหารที่นายพรานให้ จนตัวอ้วนพี ต้องมีคนมาซื้อเราไปแกงเป็นแน่ แต่ถ้าเราไม่กินอาหาร ปล่อยให้ซูบผอมเหี่ยวแห้ง มีหวังรอด’

เมื่อคิดดังนั้นมันก็เริ่มอดอาหาร ไม่ยอมกินข้าวหรือเมล็ดถั่วที่นายพรานนำมาให้ ปล่อยให้ร่างกายผอมลงตามลำดับ และเป็นดังคาด ไม่มีใครซื้อเจ้านกกระจาบผอมเลยสักคน

ฝ่ายนายพราน เมื่อขายนกกระจาบตัวอื่นหมดแล้ว เหลืออยู่แต่นกผอมตัวเดียว จึงจับออกมาวางบนอุ้งมือเพื่อตรวจดู ขณะที่นกกระจาบคอยจังหวะนายพรานเผลอ พอได้โอกาสก็บินเข้าป่าไปทันที

นิทานชาดก ทุพพจชาดก : โดนหอกแทง เพราะคิดแผลงๆว่าตัวเก่ง

เหตุที่ตรัสชาดก ทุพพจชาดก : ทรงปรารภภิกษุผู้ว่ายากรูปหนึ่ง

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในนครพาราณสี

มีชายผู้หนึ่งเป็นนักกระโดดสูง เก่งทางกระโดดข้ามหอกแหลนหลาวต่างๆ อยู่ในคณะนักแสดงคณะหนึ่ง ได้เที่ยวไปแสดงศิลปะกับอาจารย์ อยู่เป็นประจำ

วันหนึ่ง อาจารย์ของเขาได้ไปแสดงการกระโดดในที่แห่งหนึ่ง ก่อนกระโดดได้ดื่มเหล้าย้อมใจจนเมามาย แล้วสั่งให้คนปักหอก 5 เล่มเรียงกัน ประกาศว่า

“วันนี้ ข้าจะกระโดดข้ามหอก 5 เล่ม ให้พวกเจ้าดูเป็นขวัญตา ฮ่าๆๆๆ”

เมื่อลูกศิษย์ได้ยินเช่นนั้น เกรงว่าอาจารย์จะได้รับอันตรายจึงค้านขึ้นว่า 

นิทานชาดก อนุสาสิกชาดก : สอนคนอื่นได้ ไยเจ้าไม่สอนตัว

เหตุที่ตรัสชาดก อนุสาสิกชาดก : ทรงปรารภภิกษุณีรูปหนึ่งที่ชอบพร่ำสอนคนอื่น แต่ตนเองไม่ประพฤติในสิ่งที่ตนสอน

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในนครพาราณสี

มีนกสาลิกาฝูงใหญ่อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ นางนกตัวหนึ่งบินออกไปหากินตามซอกเขาในป่าลึกแต่ลำพัง มันได้พบข้าวเปลือกและเมล็ดถั่วเขียวจำนวนมากที่ตกหล่นจากเกวียนของชาวบ้าน จึงคิดอุบายกันท่าไม่ให้นกตัวอื่นไปหากินบริเวณนั้น โดยมันกลับมาบอกกับพวกว่า

“ขึ้นชื่อว่าทางใหญ่ในป่าลึก ตามซอกเขา ตามลำห้วยย่อมมีอันตรายมาก ทั้งช้าง ม้า และโคดุ ถ้าพวกท่านไม่สามารถจะบินหนีทันก็อย่าไปหากินบริเวณนั้นเลย”

พวกนกตัวอื่นฟังแล้วชักขยาด ไปกล้าบินไปหากินไกลๆ อีกเลย  

อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อนางนกกำลังหากินบริเวณนั้น ได้ยินเสียงล้อเกวียนผ่านมาก็วิ่งหนีไป แล้วหันกลับมาดู เมื่อเห็นว่าเกวียนยังอยู่ไกล ก็หยุดกินอาหาร ทันใดนั้นเอง มีเกวียนเล่มหนึ่งแล่นมาโดยเร็ว ทับนางนกจนกระดูกแหลก ตัวแยกเป็นสองเสี่ยง

นิทานชาดก มิตจินติชาดก : ปลาโอ้เอ้

เหตุที่ตรัสชาดก มิตจินติชาดก : ทรงปรารภพระเถระผู้เฒ่า 2 รูป ที่เกียจคร้าน ผลัดวันในการมาเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจนเวลาล่วงเลยไปถึง 3 เดือน

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในนครพาราณสี

มีปลา 3 ตัวเป็นเพื่อนกัน ตัวหนึ่งชื่อว่าคิดเยอะ ตัวหนึ่งชื่อคิดน้อย และอีกตัวชื่อคิดพอดี แต่เดิมอาศัยอยู่ในบึงใหญ่ในป่าของนครพาราณสี  แต่แล้วก็ได้พากันเร่ร่อนออกมาจนถึงแม่น้ำที่มนุษย์พากันดักข่ายไว้

เจ้าคิดพอดีได้บอกกับเพื่อนทั้งสองว่า

“แถวนี้มีแต่อันตราย เพราะชาวประมงมักจะวางข่ายและเบ็ดไว้เสมอ พวกเราควรกลับไปอยู่ในบึงตามเดิมเถอะ”

แต่เจ้าปลาสองตัวที่เหลือกลับบอกว่า 

“ไว้พรุ่งนี้ค่อยไปก็ยังทันน่า”

“อีกสองวันค่อยไปก็ยังไหว”

นิทานชาดก สิคาลชาดก : สุนัขจิ้งจอกหลอก (ขี้) ใส่ผ้า

เหตุที่ตรัสชาดก สิคาลชาดก : ทรงปรารภพระเทวทัตที่ชอบพูดมุสาอยู่เป็นนิจ

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในนครพาราณสี

ในครั้งนั้นมีงานนักขัตฤกษ์ครึกครื้น ชาวเมืองจัดข้าวปลาอาหารและเหล้าจำนวนมากไปตั้งไว้ในที่ต่างๆ เพื่อบวงสรวงยักษ์และสัมภเวสีทั้งหลาย

ตกกลางคืนมีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งลอบเข้าเมืองทางท่อระบายน้ำ มันกินเนื้อ ปลา อาหาร และเหล้าจนอิ่มแปล้ แล้วหลบไปนอนอยู่ในพุ่มไม้จนสว่าง

เมื่อตื่นมา มันคิดว่าไม่ควรออกไปในเวลานี้ ถ้าคนเห็น มันต้องโดนตีตายแน่ มันจึงไปนอนแอบอยู่ข้างถนนแห่งหนึ่ง เห็นคนเดินผ่านไปมาก็เฉยเสีย จนกระทั่งมันเห็นพราหมณ์คนหนึ่งกำลังเดินมา มันคิดในใจ

‘ธรรมดาพราหมณ์ย่อมงกเงิน เราจะหลอกพราหมณ์คนนี้ให้พาเราออกจากเมืองให้ได้’