นิทานชาดก วัณณุปถชาดก : น้ำใสใต้กอหญ้า

เหตุที่ตรัสชาดก วัณณุปถชาดก : ทรงปรารภภิกษุผู้ละความเพียรรูปหนึ่ง

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชย์สมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี

มีพ่อค้าเกวียนได้ทำการค้าด้วยเกวียน 500 เล่ม เดินทางไปค้าขายยังต่างเมือง และจำเป็นต้องเดินทางผ่านทะเลทรายซึ่งมีระยะทางประมาณ 60 โยชน์ ( 1 โยชน์ = 16 กิโลเมตร)

การเดินทางในทะเลทรายนั้น ในเวลากลางวันอากาศจะร้อนเหมือนกองถ่านเพลิง ไม่อาจเดินทางได้ ดังนั้นกองเกวียนจึงได้หยุดพักในเวลากลางวันแล้วเดินทางในเวลากลางคืน

พ่อค้าเกวียนเดินทางมาได้ 59 โยชน์ จึงคิดว่า อีกไม่นานก็จะพ้นทะเลทรายแล้ว จึงได้ให้ลูกน้องใช้ฟืนและน้ำทั้งหมด แล้วเดินทางต่อไปตามทิศทางของดวงดาว

ด้วยความเหนื่อยและความอ่อนเพลียที่ไม่ได้นอนหลับมาเป็นเวลานาน พ่อค้าเกวียนซึ่งเป็นผู้นำทาง จึงเผลอหลับไป แต่วัวและกองคาราวานก็ยังคงเดินทางต่อไป

เมื่อเขาตื่นขึ้น ปรากฏว่ากองเกวียนนั้นได้เดินวนกลับมาที่เดิม และใกล้จะเช้าแล้ว

นิทานชาดก อปัณณกชาดก :อย่าไว้ใจน้ำบ่อหน้า

เหตุที่ตรัสชาดก อปัณณกชาดก : ทรงปรารภสาวกของเดียรถีย์ ที่กรุงสาวัตถี สหายของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เมื่อสาวกของอัญญเดียรถีย์ ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว มีจิตเลื่อมใส จึงนับถือพระรัตยตรัยเป็นสรณะ แต่เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จจากกรุงสาวัตถี กลับไปกรุงราชคฤห์ เหล่าสาวกอัญญเดียรถีย์ก็หันกลับไปนับถืออัญญเดียรถีย์ ตามเดิม

กาลครั้งหนึ่ง ในนครพาราณสี มีพระราชาชื่อ พรหมทัตเป็นผู้ปกครอง
มีพ่อค้าสองคนได้ทำการค้าขายด้วยเกวียน 500 เล่ม คนหนึ่งเป็นคนฉลาด มีปัญญา อีกคนหนึ่งเป็นคนโง่เขลา

ทั้ง 2 ได้มานั่งพักเพื่อที่จะเตรียมตัวเดินทางไปค้าขายยังหัวเมืองเดียวกัน พ่อค้าคนฉลาดคิดว่าถ้าเราจะไปพร้อมกันเสบียงต่างๆ เช่น น้ำและฟืน อาจจะไม่พอ แม้หนทางก็จะคับแคบ จึงได้ถามพ่อค้าอีกคนขึ้นว่าเขาจะไปก่อนหรือจะไปทีหลัง 

อคติ 4 ประการ ต้นเหตุความอยุติธรรม

อคติ คือความลำเอียง มี 4 ประการ เรียกว่า อคติ 4 ประกอบด้วย ลำเอียงเพราะรัก ลำเอียงเพราะชัง ลำเอียงเพราะเขลา และลำเอียงเพราะกลัว อคติ 4 ล้วนให้โทษทั้งต่อตัวเอง ต่อผู้อื่น และต่อสังคม ดังนั้น เราต้องฝึกนิสัยไม่ให้มีความลำเอียง ไม่ให้มีอคติ 4 โดยต้องตัดสินทุกอย่างให้อยู่ในหลักศีลธรรม หลัก
ความถูกต้อง และมองเห็นประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง อคติ 4 ประการ มีโทษอย่างไร ติดตามจากมังกัสกับข้าวแกงได้เลย

นิทานชาดก โกสิยชาดก : สูตรยาแก้หญิงมีชู้

เหตุที่ตรัสชาดก โกสิยชาดก ทรงปรารภภรรยาของอุบาสกท่านหนึ่งที่เอาแต่นอนทอดถอนใจไม่ทำการงานอะไร (ลับหลังสามีก็แอบไปมีชู้) อุบาสกถามว่าเป็นอะไรนางบอกว่าเป็นโรคลมเสียดแทงต้องกินเนยใส น้ำนมและของที่ประณีต อุบาสกจึงรีบไปหามาให้ แต่กินเท่าไรก็ไม่หายสักที จึงได้มากราบทูลพระศาสดา 

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในนครพาราณสี

มีอาจารย์ทิศาปาโมกข์ซึ่งมีลูกศิษย์ลูกหามากมายอยู่ในเมืองนั้น ลูกศิษย์คนหนึ่งเรียนจบแล้วและแต่งงานมีภรรยา ปกติจะมาหาอาจารย์ของเขาวันละ 2-3 ครั้งอยู่เสมอ แต่ช่วงนี้หายหน้าไปเพราะต้องไปดูแลภรรยาที่นอนป่วย เมื่อมีเวลาจึงได้มาไหว้อาจารย์

“เอ้า พ่อหนุ่ม หายหน้าหายตาไปหลายวันเชียวนะ เป็นอะไรหรือเปล่า”  อาจารย์ถาม 

นิทานชาดก มูสิกชาดก : จิ้งจอกหลอกกินหนู

เหตุที่ตรัสชาดก มูสิกชาดก : ทรงปรารภภิกษุผู้หลอกลวงรูปหนึ่ง

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในนครพาราณสี

มีหนูใหญ่ตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในป่ากับลูกน้องบริวารหนูอีกหลายตัว ในครั้งนั้นมีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งเข้ามาหากินในป่านั้น ได้เห็นหนูฝูงใหญ่ ก็คิดวางแผนจะกินหนูพวกนี้ มันจึงทำทีเป็นยืนขาเดียว แหงนหน้าจ้องดวงอาทิตย์อ้าปากกินลมอยู่ใกล้ๆบริเวณนั้น

เมื่อหัวหน้าหนูมาเห็นเข้าใจว่าเจ้าจิ้งจอกตัวนี้เป็นผู้มีศีล จึงเข้าไปถามว่า

“ท่านชื่ออะไร”

“เราชื่อธรรมมิกะ ที่แปลว่าผู้ตั้งอยู่ในธรรม” จิ้งจอกตอบพร้อมกับแปลให้เสร็จสรรพ 

“ทำไมท่านยืนขาเดียวอย่างนั้นล่ะ” เจ้าหนูถามต่อ

“ถ้าเรายืนทั้งสี่ขา แผ่นดินนี้จะรับน้ำหนักเราไม่ไหวแน่ มีหวังถล่ม เราสงสารสัตว์จำนวนมากเดี๋ยวพวกมันจะตายเสีย เราจึงต้องพยายามยืนขาเดียวอยู่อย่างนี้”

“แล้วทำไมท่านต้องอ้าปากตลอดเวลา” เจ้าหนูยังสงสัย

นิทานชาดก ทุมเมธชาดก : พระราชาคิดฆ่าช้างเผือก

เหตุที่ตรัสชาดก ทุมเมธชาดก : ทรงปรารภความอิจฉาริษยาของพระเทวทัตที่มีต่อพระพุทธองค์

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้ามคธเสวยราชสมบัติในกรุงราชคฤห์

พระองค์มีช้างพระที่นั่งเชือกหนึ่ง เป็นพญาช้างเผือกที่มีลักษณะสมบูรณ์ด้วยลักษณะอันประเสริฐทุกประการ

วันหนึ่งมีงานมหรสพประจำปี พระองค์โปรดให้ประดับตกแต่งพระนครอย่างงดงามราวสรวงสวรรค์ แล้วทรงช้างพระที่นั่งเลียบพระนครตามขัตติยประเพณี

ฝ่ายพสกนิกรทั้งหลายที่เฝ้าชมพระบารมี เมื่อได้เห็นช้างพระที่นั่ง ก็พากันโสมนัสปรีดา ต่างก็ชื่นชมพรรณาถึงช้างเผือกเท่านั้น ว่างามอย่างนั้นอย่างนี้ มิได้สนใจพระราชาที่ประทับบนหลังช้างแม้แต่น้อย

เมื่อพระราชาประสบเหตุการณ์ดังนั้น ก็ทรงแค้นเคืองพระทัย มีจิตริษยาช้างเผือกของพระองค์เองและตั้งใจว่าจะฆ่าช้างเชือกนี้ให้ได้ จึงได้ตรัสถามควาญช้างว่า 

“ช้างตัวนี้ เจ้าฝึกดีแล้วรึ”

“ฝึกดีแล้วพระเจ้าข้า” นายหัตถาจารย์ทูลตอบ

“ข้าจะให้ช้างตัวนี้ขึ้นไปบนยอดเขาได้ไหม” พระราชาถามต่อ

นิทานชาดก กุสนาฬิชาดก : สหายผู้ต่ำต้อยบนยอดหญ้า

เหตุที่ตรัสชาดก กุสนาฬิชาดก : ทรงปรารภท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีที่มีเพื่อนเป็นชนชั้นต่ำกว่า และไว้ใจให้ทำการงาน

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในนครพาราณสี

เทพารักษ์ผู้มีศักดิ์ใหญ่ทั้งหลายได้อาศัยอยู่ที่วิมานบนต้นไม้ใหญ่ในพระราชอุทยาน เทพารักษ์ผู้มีศักดิ์ใหญ่องค์หนึ่งชื่อว่ารุจาเทวดา มีความสนิทสนมคุ้นเคยกับเทพารักษ์ผู้มีศักดิ์น้อยชื่อว่า กุสนาฬิเทวดา ที่อาศัยอยู่บนกอหญ้าคา เทวดาทั้งสองแม้จะมียศศักดิต่างกันแต่ก็คบหาเป็นมิตรสนิทสนมกันเสมอมา

ในครั้งนั้น พระเจ้าพรหมทัตประทับอยู่ที่ปราสาทเสาเดียว แต่เสาปราสาทเกิดไหวขึ้นมา พวกราชบุรุษจึงพากันไปกราบทูล พระเจ้าพรหมทัตจึงตรัสเรียกให้ช่างไม้มาแล้วตรัสว่า

“เสาปราสาทมันไหวเสียแล้ว พวกเจ้าจงไปหาไม้ที่มีแก่นและแข็งแรงมาทำเสาปราสาทเถิด”

ช่างไม้จึงพากันไปหาต้นไม้ที่เหมาะแก่การทำเสาปราสาท ได้เข้าไปในพระราชอุทยานเห็นต้นไม้ใหญ่ซึ่งเป็นที่อยู่ของรุจาเทวดา ก็เห็นตรงกันว่าควรใช้ต้นไม้นี้จึงพากันไปขอพระบรมราชานุญาติตัดต้นไม้ เมื่อได้รับอนุญาติแล้วช่างไม้จึงเตรียมของเซ่นไหว้ไปยังต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น 

นิทานชาดก อกาลราวิชาดก : ตายเพราะไม่มีใครสั่งสอน

เหตุที่ตรัสชาดก อกาลราวิชาดก : ทรงปรารภภิกษุผู้ท่องบ่น สวดมนต์ไม่เป็นเวลารูปหนึ่ง

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในนครพาราณสี

มีอาจารย์ทิศาปาโมกข์ผู้หนึ่ง มีลูกศิษย์ในปกครอง 500 คน ในสำนักเรียนนั้นมีไก่อยู่ตัวหนึ่งคอยขันให้สัญญาณแก่ลูกศิษย์เพื่อตื่นขึ้นมาศึกษาบทเรียน ไก่ตัวนี้ขันตรงเวลาดีมาก แต่ต่อมาไม่นานก็ตายตามสภาพสังขาร

เมื่อไก่ตัวนั้นตายแล้ว พวกลูกศิษย์ก็หาไก่ตัวใหม่มาเลี้ยงแทน เขาไปเจอมันในป่าช้า ก็จับมันมาใส่กรงเลี้ยงไว้ เนื่องจากเป็นไก่ป่า ไม่รู้เวลาขัน นึกอยากขันเมื่อไรก็ขันตามใจชอบ

พวกลูกศิษย์พากันตื่นตามเวลาที่ไก่ขัน บางวันขันดึกเกินไป ก็เป็นเหตุให้พวกเขาง่วงเหงาหาวนอน บางวันขันตอนสว่าง พวกลูกศิษย์ก็ไม่มีเวลาได้ศึกษาเล่าเรียน 

“ไก่ตัวนี้ขันไม่เป็นเวลา พวกเราจะเรียนไม่สำเร็จก็เพราะมันนี่แหละ” ลูกศิษย์คนหนึ่งบ่น

“นั่นสิ จับมันหักคอ ย่างกินเสียดีกว่า” อีกคนเสนอ

นิทานชาดก วัฏฏกชาดก : รอดตายเพราะยอมอด

เหตุที่ตรัสชาดก วัฏฏกชาดก : ทรงปรารภบุตรของอุตตรเศรษฐีที่รอดพ้นจากการลงอาญา เพราะนึกถึงคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและตั้งใจจะบวชในพระพุทธศาสนา

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในนครพาราณสี

มีนายพรานนกคนหนึ่งเที่ยวดักนกกระจาบมาขังไว้ที่บ้าน เพื่อให้ลูกค้ามาเลือกซื้อหาตามใจชอบ

วันหนึ่งเขาดักนกกระจาบมาได้หลายตัว นกกระจาบหนึ่งในจำนวนนั้น คิดอยู่ในใจว่า

‘ถ้าเรากินอาหารที่นายพรานให้ จนตัวอ้วนพี ต้องมีคนมาซื้อเราไปแกงเป็นแน่ แต่ถ้าเราไม่กินอาหาร ปล่อยให้ซูบผอมเหี่ยวแห้ง มีหวังรอด’

เมื่อคิดดังนั้นมันก็เริ่มอดอาหาร ไม่ยอมกินข้าวหรือเมล็ดถั่วที่นายพรานนำมาให้ ปล่อยให้ร่างกายผอมลงตามลำดับ และเป็นดังคาด ไม่มีใครซื้อเจ้านกกระจาบผอมเลยสักคน

ฝ่ายนายพราน เมื่อขายนกกระจาบตัวอื่นหมดแล้ว เหลืออยู่แต่นกผอมตัวเดียว จึงจับออกมาวางบนอุ้งมือเพื่อตรวจดู ขณะที่นกกระจาบคอยจังหวะนายพรานเผลอ พอได้โอกาสก็บินเข้าป่าไปทันที

ศีล 5 มาตรวัดความเป็นคน

คนปกติต้องมี ศีล 5 คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดปดและไม่ดื่มสุรา หากใครไม่มีศีล 5 หรือขาดศีล 5 ข้อใดไป ก็เข้าข่ายการเป็นสัตว์เดรัจฉาน ดังนั้น เมื่อได้เกิดเป็นมนุษย์เราควรรักษาความเป็นมนุษย์ไว้ด้วยการรักษาศีล 5 ให้ได้ครบทุกข้อ

มังกัสกับข้าวแกงก็เลยจะมาขยายความให้ฟังว่าทำไมคนไม่มีศีล 5 จึงเข้าข่ายการเป็นสัตว์เดรัจฉาน หากสงสัยว่าทำไม เราไปดูคลิปศีล 5 กันเลย