Tag Archives: ชาดก

นิทานชาดก โคธชาดก : กิ้งก่าเพื่อนรัก

นิทานชาดก โคธชาดก กิ้งก่าเพื่อนรัก

เหตุที่ตรัสชาดก โคธชาดก : ทรงปรารภภิกษุผู้คบหาพระที่ไปเข้ากับฝ่ายพระเทวทัต

ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี

พระโพธิสัตว์ได้เกิดเป็นพญาเหี้ย ปกครองบริวารหลายร้อย อาศัยอยู่ในโพรงใหญ่ใกล้ฝั่งแม่น้ำ ลูกชายของพระโพธิสัตว์ชื่อว่า โคธปิลลิกะ ได้ไปเล่นกับกิ้งก่าอยู่เสมอ ลูกพญาเหี้ยมักจะเย้าหยอกกิ้งก่าด้วยการขึ้นไปทับบนหลัง ด้วยคิดว่าจะกอดกิ้งก่า

ฝูงเหี้ยบริวารได้เล่าถึงความสนิทสนมของโคธปิลลิกะ กับกิ้งก่าให้พญาเหี้ยฟัง พญาเหี้ยจึงเรียกลูกชายมาสั่งสอนว่า ไม่ควรไปคบกับกิ้งก่า หากยังสนิทสนมกันแบบนี้ สกุลเหี้ยทั้งหลายจะต้องพินาศเพราะกิ้งก่าตัวนี้อย่างแน่นอน

แต่โคธปิลลิกะก็มิได้เชื่อพ่อ ยังคงออกไปเล่นกับกิ้งก่าอยู่เช่นเดิม

พญาเหี้ยเห็นดังนั้นก็คิดว่าคงห้ามลูกไม่ได้ อย่างไรเสียเราควรจะต้องคิดหาทางหนีทีไล่ไว้ก่อน ด้วยการให้บริวารช่วยกันทำปล่องลมไว้ข้างหนึ่งของโพรงเหี้ย

เวลาผ่านไป โคธปิลลิกะ มีร่างกายใหญ่ขึ้นตามลำดับ ในขณะที่กิ้งก่ายังตัวเท่าเดิม โคธปิลลิกะยังคงเล่นเหมือนตอนเด็กๆด้วยการโถมทับกิ้งก่าอยู่เรื่อยๆ กิ้งก่าทนไม่ไหวเพราะรู้สึกเหมือนโดนภูเขาหล่นทับ มับคิดว่าหากโดนทับแบบนี้สัก2-3 วัน มันต้องตายแน่ๆ มันจึงคิดกำจัดเหี้ยให้สิ้นซาก

วันหนึ่งในฤดูแล้ง มีฝนตกลงมา ฝูงแมลงเม่าพากันบินออกจากจอมปลวก ฝูงเหี้ยพากันออกมากินแมลงเม่า นายพรานล่าเหี้ยเดินถือจอบออกไปกับฝูงหมาป่าเพื่อขุดโพรงเหี้ย

กิ้งก่าเห็นแล้วจึงคิดวิธีจะกำจัดเหี้ย จึงเข้าไปคุยกับนายพราน

นิทานชาดก โคธชาดก : ฤาษีอยากกินเหี้ย

นิทานชาดก โคธชาดก : ฤาษีอยากกินเหี้ย

เหตุที่ตรัสชาดก โคธชาดก : ทรงปรารภภิกษุผู้หลอกลวงรูปหนึ่ง

ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี

พระโพธิสัตว์ได้เกิดเป็นเหี้ย อาศัยอยู่ที่จอมปลวกแห่งหนึ่งใกล้กับอาศรมของฤาษีผู้สำเร็จอภิญญา ชาวบ้านช่วยกันบำรุงพระดาบสนั้นด้วยความเคารพ เจ้าเหี้ยก็ได้ไปฟังธรรมจากท่านวันละ 3 เวลาด้วยเช่นกัน

ต่อมา พระดาบสได้อำลาชาวบ้านเพื่อจะเดินทางไปอาศัยอยู่ตำบลอื่น ผ่านมาไม่นานก็มีฤาษีจอมโกงมาอาศัยอยู่แทน ชาวบ้านและเจ้าเหี้ยก็เข้าใจว่าฤาษีผู้นี้เป็นผู้มีศีล ผู้ปฏิบัติดี

อยู่มาวันหนึ่งในฤดูแล้ง มีฝนตกลงมาทำให้ฝูงแมลงเม่าออกมาจากจอมปลวก ฝูงเหี้ยก็พากันออกมาหากินแมลงเม่าเหล่านั้น พวกชาวบ้านก็ออกจับเหี้ยเอามาปรุงอาหาร จัดทำเป็นเนื้อส้ม รุ่งเช้าจึงเอามาถวายพระฤาษี

ฤาษีฉันเนื้อส้มนั้นแล้วก็ติดใจ จึงถามชาวบ้านว่านี่มันเนื้ออะไร พอรู้ว่าเป็นเนื้อเหี้่ย จึงคิดในใจว่า ปกติก็มีเหี้ยตัวหนึ่งชอบเข้ามาในสำนักของเรา เราจะฆ่าเพื่อจะกินเนื้อมันให้ได้ จึงสั่งให้คนขนภาชนะสำหรับต้มแกงและเครื่องปรุงต่างๆมาวางไว้ข้างหนึ่ง ส่วนตัวเองได้ถือค้อนไม้ซ่อนไว้ด้วยผ้าห่ม แล้วนั่งรอคอยการมาของเจ้าเหี้ยอย่างสงบเสงี่ยม

นิทานชาดก พัพพุชาดก : แมวเสียท่า ลีลาหนู

นิทานชาดก พัพพุชาดก

เหตุที่ตรัสชาดก พัพพุชาดก : ทรงปรารภการบัญญัติสิกขาบทของพระภิกษุในเรื่องการรับอาหาร คือ นางกาณาที่แต่งงานออกเรือนไปแล้วกลับมาเยี่ยมแม่ที่บ้าน สามีนางได้ส่งคนมาบอกให้รีบกลับบ้าน แม่ของนางกาณาได้บอกว่าจะทอดขนมฝากไป แต่เวลาเดียวกันนั้น ได้มีพระภิกษุเดินมาบิณฑบาติ แม่ของนางกาณาจึงได้ใส่บาตรด้วยขนมนั้น แล้วก็ทอดใหม่ เป็นอย่างนี้ถึง 4 ครั้ง สุดท้ายสามีนางยื่นคำขาดว่าถ้ายังไม่กลับ เขาจะไปมีภรรยาใหม่ แต่แม่นางกาณาก็ยังทอดขนมไม่เสร็จ นางกาณาจึงยังไม่สามารถกลับไปมือเปล่าได้ สามีนางจึงได้ทิ้งนางกาณาไปมีภรรยาใหม่

 

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในนครพาราณสี

มีเศรษฐีคนหนึ่งฝังเงินไว้ 40 โกฏิ เมื่อเวลาจะตายก็มอบให้ภรรยาดูแล และด้วยความเป็นห่วงในทรัพย์นั้นเมื่อภรรยาเขาตายลงก็มาเกิดเป็นหนูเฝ้าขุมทรัพย์ของตน ส่วนเศรษฐีนั้นไร้ผู้สืบสกุล บ้านจึงขาดคนดูแลและกลายเป็นบ้านร้างโดยลำดับ

ครั้งนั้นมีช่างสลักหินคนหนึ่งเดินทางมาถึงบ้านร้างแห่งนี้ ได้ขุดหินในบ้านไปสลัก นางหนูเมื่อเห็นช่างสลักหินบ่อยเข้าก็เกิดความรักจึงคิดในใจว่า

เรามีเงินอยู่มากมายแต่ก็เอาไปใช้อะไรไม่ได้ เราควรทำความรู้จักกับชายคนนี้สักหน่อย’ คิดได้ดังนั้นนางหนูก็คาบเงิน 1 กหาปณะไปมอบให้ช่างแกะสลักแล้วบอกว่า

ฉันให้”

ชายหนุ่มทำหน้าฉงนแล้วถามกลับว่า

เธอต้องการอะไรหรือ ให้เงินฉันทำไม”

ฉันให้เงินท่านไปซื้อเนื้อมาให้ฉันกินบ้างนิดหน่อยเท่านั้น ส่วนเงินที่เหลือท่านก็เก็บไว้เถอะ”

งั้นก็ได้ ฉันจะจัดการให้” ชายหนุ่มรับคำ

ว่าแล้วเขาก็เข้าเมืองไปซื้อเนื้อมาให้หนู และหนูก็ให้เงินเขา 1 กหาปณะ เป็นเช่นนี้ทุกวัน

ต่อมาอีกหลายวัน มีแมวตัวหนึ่งตะครุบหนูไว้ได้ นางหนูจึงร้องขอชีวิต

อย่ากินฉันเลย ฉันตัวนิดเดียวไม่พออิ่มท้องหรอกจ้ะ พ่อแมว”

นิทานชาดก มหาสารชาดก : อุบายแยบยลช่วยคนพ้นภัย

มหาสารชาดก

เหตุที่ตรัสชาดก มหาสารชาดก : ทรงปรารภพระอานนท์ที่ออกอุบายให้คนขโมยแก้วมณีของพระเจ้าโกศลนำมาคืน

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในนครพาราณสี

วันหนึ่งหลังจากเสด็จพระพาสอุทยานพร้อมด้วยมเหสี ก่อนจะทรงกีฬาในสระโบกขรณี พระมเหสีได้เปลื้องเครื่องประดับพระศอวางไว้ที่ผ้าสไบ ให้นางกำนัลทั้งหลายนั่งเฝ้า

นางลิงตัวหนึ่งเห็นเครื่องประดับนั้นก็นึกอยากได้ อาศัยจังหวะที่นางกำนัลเผลอหลับ กระโดดลงจากต้นไม้ หยิบสร้อยคอมาสวมแล้วกระโดดกลับไป เอาไปซ่อนไว้ในโพรงไม้

ฝ่ายนางกำนัลเมื่อตื่นขึ้นมาไม่เห็นเครื่องประดับ ก็ตกใจจนหน้าซีด ไม่รู้จะทำอย่างไรได้แต่ตะโกน

ขโมย! คนขโมยสร้อยพระศอพระมเหสีวิ่งหนีไปแล้ว!”พวกทหารได้ยินดังนั้นจึงรีบวิ่งมาดู แล้วไปกราบทูลพระราชา พระราชามีรับสั่งให้จับขโมยคนนั้นให้ได้

ทหารจึงรีบวิ่งลนลานไปหาตัวผู้ก่อเหตุ ขณะนั้นมีชาวบ้านคนหนึ่งกำลังนั่งตกเบ็ดอยู่ได้ยินเสียงทหารมาก็ตกใจกลัวรีบวิ่งหนีไป ทหารเห็นพิรุษจึงตามจับตัวเขาไปเฝ้าพระราชา

เจ้าขโมยเครื่องประดับของมเหสีเราไปรึ!” พระราชาตวาด

ชายคนนั้นคิดว่าหากปฏิเสธ คงจะต้องโดนลงทัณฑ์จนตายแน่ๆ จึงต้องจำยอม

..พระเจ้าข้า”

แล้วเจ้าเอาไปไว้ที่ไหน” พระราชาถามต่อ

ข้าพระองค์นำไปให้ท่านเศรษฐีแล้วพระเจ้าข้า” เขาซัดทอด

พระราชารับสั่งให้เศรษฐีเข้าเฝ้า

ข้าพระองค์นำไปให้ท่านปุโรหิแล้วพระเจ้าข้า” เศรษฐีทูลตอบ

พระราชารับสั่งให้ปุโรหิตเข้าเฝ้า

ข้าพระองค์นำไปให้นักร้องที่บ้านแล้วพระเจ้าข้า” ปุโรหิตทูลตอบ

พระราชารับสั่งให้นักร้องเข้าเฝ้า

ข้าพระองค์นำไปให้หญิงโสเภณีแล้วพระเจ้าข้า” ปุโรหิตทูลตอบ

พระราชารับสั่งให้โสเภณีเข้าเฝ้า

หม่อมฉันไม่รู้เรื่องเพคะ หม่อมฉันไม่ได้เอาไป” นางโสเภณีปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

เมื่อเรื่องเป็นเช่นนี้พระราชาจึงให้จับคนทั้ง 5 ไว้ก่อน แล้วค่อยสอบสวนต่อในวันรุ่งขึ้น

นิทานชาดก สีลวนาคชาดก : ช้างช่วยชีวิต แต่คนคิดทำลายช้าง

นิทานชาดก สีลวนาคชาดก

เหตุที่ตรัสชาดก สีลวนาคชาดก : ทรงปรารภพระเทวทัต เมื่อพระภิกษุทั้งหลายต่างสนทนากันว่าพระเทวดาไม่รู้การมีคุณของพระพุทธเจ้า

ในป่าใหญ่แห่งหนึ่ง พระโพธิสัตว์ถือกำเนิดเป็นพญาช้างเผือกมีชื่อว่า “สีลวนาคราช” ได้ปกครองช้างกว่าแปดหมื่นเชือกเป็นบริวาร ภายหลังได้เห็นโทษภัยในการอยู่ร่วมกันเป็นหมู่ใหญ่จึงหลีกเร้นออกจากหมู่คณะไปอยู่่ในป่าแต่ลำพัง

ในครั้งนั้น มีพรานป่าชาวเมืองพาราณสี ได้เข้ามาหาของป่าบริเวณนั้น แต่กลับหลงป่าหาทางออกไม่ได้ จึงได้แต่ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ที่แห่งนั้นเอง

พญาช้างเผือก สีลวนาคราช ได้ยินเสียงร้องก็รู้ได้ว่ามีคนหลงป่า คิดจะช่วยเหลือ จึงเดินเข้าไปหา พรานป่าเห็นช้างใหญ่เดินเข้ามา จึงวิ่งหนี เมื่อพรานวิ่ง พญาช้างก็หยุด เมื่อเห็นช้างหยุด พรานก็หยุดด้วย เมื่อพรานหยุด ช้างก็เริ่มเดินเข้าไปหาใหม่ เป็นอยู่อย่างนี้หลายรอบ นายพรานจึงคิดได้ว่า พญาช้าง นี้คงไม่คิดทำอันตรายเรา แต่คงจะมาช่วยเราแน่ๆ เขาจึงหยุดเมื่อช้างเดินเข้ามาหา

พญาช้าง เดินเข้าไปใกล้แล้วถามว่า เหตุใดเขาจึงร้องไห้คร่ำครวญเช่นนั้น

นายพราน จึงตอบไปว่าเขาหลงป่าหาทางออกไม่ได้ และกลัวตาย

นิทานชาดก อิลลีสชาดก : แฝดเทวดา

นิทานชาดก อิลลีสชาดก

เหตุที่ตรัสชาดก อิลลีสชาดก : ทรงปรารภเศรษฐีขี้ตระหนี่ชื่อมัจฉริโกสิยะ แม้จะมีทรัพย์มากเพียงใดก็ไม่ยอมใช้จ่าย แม้ตัวเองอยากกินขนม ก็กลัวคนอื่นจะเห็นจึงขึ้นไปกินข้างบนปราสาท แต่วันนั้นพระพุทธเจ้าเห็นว่ามัจฉริโกสิยะมีบุญพอจะโปรดได้จึงให้โมคคัลลานะเหาะไปโปรดบนปราสาท

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติในนครพาราณสี
มีเศรษฐีชื่อ อิลลีสะ มีทรัพย์มากมายถึง 80 โกฏิ แต่ทว่าเป็นคนอาภัพด้วยรูปร่าง ตาเข แขนง่อยเปลี้ย มิหนำซ้ำยังเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวอย่างที่สุด
แต่บิดามารดาของอิลลีสะ เป็นคนชอบบริจาคทาน เป็นทานบดีมาถึง 7 ชั่วตระกูล
เมื่อบิดามารดาเขาเสียชีวิตลง อิลลีสะ ก็ได้เผาโรงทาน ขับไล่พวกยาจก เก็บทรัพย์มรดกไว้แต่เพียงผู้เดียว

นิทานชาดก สัจจังกิรชาดก : คนไม่ใช่คน เพราะเป็นคนไม่รู้คุณคน

นิทานชาดก สัจจังกิรชาดก พระราชา อกตัญญู

เหตุที่ตรัสชาดก สัจจังกิรชาดก : เมื่อภิกษุสงฆ์ประชุมกันในธรรมสภา สนทนากันถึงโทษของพระเทวทัตว่า พระเทวทัตมิได้รู้คุณของพระศาสดา และยังจะพยายามปลงพระชนม์พระพุทธเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า โดยมิได้เกรงกลัวบาปกรรมใดๆ


ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติในนครพาราณสีพระราชกุมารของพระองค์นามว่า “ทุฏฐกุมาร” เป็นคนใจร้ายหยาบคาย อกตัญญู ชอบด่าว่าเฆี่ยนตีมหาดเล็กและคนใกล้ชิดโดยปราศจากความปราณีอยู่เสมอ จนทุกคนพากันเกลียดชัง วันหนึ่งท้าวเธอปรารถนาจะเล่นน้ำในแม่น้ำ แม้จะเห็นเมฆตั้งเค้าดำทะมึนมาแต่ไกล ก็ยังสั่งให้มหาดเล็กพาออกไปกลางแม่น้ำ 

ข้าราชบริพารได้ทีจึงวางแผนปล่อยพระองค์เสียกลางแม่น้ำนั้นแล้วกลับมาทูลต่อพระเจ้าพาราณสีว่าพระกุมารหายไปในเวลามืดฟ้ามัวฝน หาเท่าไรก็หาไม่เจอ

ฝ่ายทุฏฐกุมาร ถูกกระแสน้ำพัดไป เห็นท่อนไม้ท่อนหนึ่งจึงเกาะท่อนไม้นั้นลอยไปตามกระแสน้ำ

นิทานชาดก วิสวันตชาดก : ศักดิ์ศรีของข้า สำคัญกว่าชีวิต

นิทานชาดก วิสวันตชาดก งู

เหตุที่ตรัสชาดก : วันหนึ่งชาวเมืองได้นำขนมที่ทำจากแป้งไปถวายพระรูปหนึ่งในสำนักพระสารีบุตร แต่ท่านไม่อยู่ พระเพื่อนจึงรับไว้แทน เมื่อเวลาสายมากแล้วพระรูปนั้นก็ยังไม่กลับมา พระเพื่อนจึงนำขนมนั้นไปถวายแด่พระสารีบุตร เมื่อท่านฉันแล้ว พระรูปนั้นจึงกลับมา พระสารีบุตรจึงบอกว่าได้ฉันขนมนั้นไปหมดแล้ว พระรูปนั้นจึงจึงกล่าว่า ธรรมดาของอร่อย ใครจะไม่ชอบเล่า พระสารีบุตรเกิดสลดใจ จึงตั้งสัจจะไว้ว่าต่อไปจะไม่ฉันขนมที่ทำด้วยแป้งอีก : วิสวันตชาดก

ในอดีตกาล  เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสี

มีชายชาวชนบทคนหนึ่งถูก งู กัด หมู่ญาติจึงรีบพาเขามาหาหมอประจำหมู่บ้าน หมอคนนี้แกเก่งทางคาถาอาคม และมีวิชารักษาโรคภัย

“เอ้า เข้ามาๆๆ” หมอร้องทัก แล้วจัดแจงเอาเชือกรัดเหนือบาดแผลที่ถูกงูกัดอย่างแน่นหนาเพื่อป้องกันมิให้พิษงูแล่นเข้าสู่หัวใจ แล้วก็ถามคนไข้ขึ้นว่า

“เจ้าจำได้ไหมว่างูที่กัดเจ้า เป็นงูอะไร”

“ฉันไม่รู้หรอก หมอ ตัวอ้วนๆ สีดำสลับเหลือง จ้ะ” เสียงเขาสั่นเครือ

นิทานชาดก วรุณชาดก : ลำดับความสำคัญผิดชีวิตต้องเดือดร้อน

นิทานชาดก วรุณชาดก

เหตุที่ตรัสชาดก : ทรงปรารภพระติสสเถระบุตรกุฎุมพี ที่บำเพ็ญสมณธรรมโดยรีบเร่งเกินไป เพราะมัวแต่เกียจคร้านไม่มีความเพียร แะติดในรสอาหาร แต่เมื่อเห็นพระเพื่อนบรรลุเป็นพระอรหันต์กันหมดจึงอยากจะเป็นบ้าง จึงกลับมาทำความเพียรอย่างรีบเร่งในเวลาค่ำคืน ทำให้เผลอหลับกลิ้งตกลงมา กระดูกขาของท่านแตก ได้รับความเจ็บปวดมาก : นิทานชาดก วรุณชาดก

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติในนครพาราณสี
ณ เมืองตักกสิลา มีอาจารย์ทิศาปาโมกข์คนหนึ่ง เป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง มีลูกศิษย์ ถึง 500 คน

วันหนึ่งลูกศิษย์ทั้งหลายได้เข้าป่าเพื่อไปหาฟืน หนึ่งในจำนวนนั้นเป็นคนเกียจคร้าน ได้หลบจากพวกหนีไปนอนหลับอยู่ใต้ต้นกุ่ม

“แอบนอนสักงีบดีกว่า ตื่นมาค่อยหักกิ่งไม้จากต้นนี้ไปทำฟืน” ว่าแล้วก็ล้มตัวนอนลงหลับสนิท

เวลาผ่านไป เพื่อนๆหาฟืนกันได้จำนวนมากแล้วจึงพากันกลับ เห็นเจ้าคนขี้เกียจมาแอบหลับจึงสะกิดด้วยส้นเท้า

“เฮ้ย! มาแอบหลับอยู่ได้ ตื่นได้แล้วโว้ย” เพื่อนคนหนึ่งตะโกนพร้อมกับกระทืบลงกลางหลัง

นิทานชาดก อาสาตมันตชาดก : แม่เฒ่าตัญหากลับ

นิทานชาดก อาสาตมันตชาดก

เหตุที่ตรัสชาดก อาสาตมันตชาดก : ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่งที่ต้องการจะสึกออกไปครองเรือน ทรงตรัสสอนว่า ขึ้นชื่อว่าหญิงส่วนมาก ไม่น่ายินดี ไร้สติ ลามก เป็นผู้มีเบื้องหลัง แม้สังขารจะร่วงโรยแก่มากแล้วแต่ความมักมากในกามก็ยังมีอยู่  แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาเล่า (เมื่อเล่าจบภิกษุนั้นก็บบรรลุโสดาปัตติผล)

ในอดีตกาล  เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสี

มีตระกูลพราหมณ์ตระกูลหนึ่ง กระทำการบูชาไฟมาตั้งแต่วันที่บุตรของเขาเกิด โดยจุดไฟไว้ไม่ให้ดับเลย จนถึงวันที่บุตรของเขามีอายุได้ 16 ปี ผู้เป็นพ่อจึงได้ถามลูกชาย

ลูกรักของพ่อ บัดนี้เจ้าก็โตเป็นหนุ่มแล้ว เจ้าอยากออกบวชหรืออยากครองเรือนล่ะ ถ้าหากเจ้าต้องการจะไปเกิดในพรหมโลกก็จงถือไฟนั้นเข้าป่า บูชาพระอัคนีเทพเจ้า แต่ถ้าเจ้าอยากจะอยู่ครองเรือนก็จงไปสู่เมืองตักสิลา ร่ำเรียนวิชาให้เจนจบ แล้วค่อยมารับมรดกของพ่อเถิด”

แหมพ่อ ฉันยังหนุ่มยังแน่น จะให้ฉันออกบวชได้อย่างไรกัน ฉันจะไปเรียนวิชาในสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ แล้วจะกลับมาแต่งงานจ้ะพ่อ” ลูกชายบอกตามตรง