นิทานชาดก อปัณณกชาดก :อย่าไว้ใจน้ำบ่อหน้า

นิทานชาดก อย่าไว้ใจน้ำบ่อหน้า

เหตุที่ตรัสชาดก : ทรงปรารภสาวกของเดียรถีย์ ที่กรุงสาวัตถี สหายของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เมื่อสาวกของอัญญเดียรถีย์ ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว มีจิตเลื่อมใส จึงนับถือพระรัตยตรัยเป็นสรณะ แต่เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จจากกรุงสาวัตถี กลับไปกรุงราชคฤห์ เหล่าสาวกอัญญเดียรถีย์ก็หันกลับไปนับถืออัญญเดียรถีย์ ตามเดิม

กาลครั้งหนึ่ง ในนครพาราณสี มีพระราชาชื่อ พรหมทัตเป็นผู้ปกครอง
มีพ่อค้าสองคนได้ทำการค้าขายด้วยเกวียน 500 เล่ม คนหนึ่งเป็นคนฉลาด มีปัญญา อีกคนหนึ่งเป็นคนโง่เขลา

ทั้ง 2 ได้มานั่งพักเพื่อที่จะเตรียมตัวเดินทางไปค้าขายยังหัวเมืองเดียวกัน พ่อค้าคนฉลาดคิดว่าถ้าเราจะไปพร้อมกันเสบียงต่างๆ เช่น น้ำและฟืน อาจจะไม่พอ แม้หนทางก็จะคับแคบ จึงได้ถามพ่อค้าอีกคนขึ้นว่าเขาจะไปก่อนหรือจะไปทีหลัง 

พ่อค้าคนนั้นคิดว่า ถ้าไปก่อนน่าจะดีเพราะ ถนนหนทางจะยังไม่เสียหาย พวกโคจะได้กินหญ้าที่สดใหม่ ผักผลไม้ก็ยังไม่มีใครแตะต้อง น้ำก็ยังใสอยู่ และถ้าไปถึงก่อน ก็สามารถตั้งราคาสินค้าได้ก่อน เขาจึงกล่าวว่า “เราจะไปก่อนก็แล้วกัน”

ส่วนพ่อค้าคนแรกคิดว่า การไปทีหลังน่าจะดีกว่าเพราะ หากหนทางขรุขระ พวกที่ไปก่อนจะต้องทำถนนให้ราบเรียบ หญ้าที่มีอยู่ก่อนอาจจะแห้งและแข็งเมื่อวัวของเขาไปถึง หญ้าคงจะแตกยอดใหม่พอดีเพราะวัวของขบวนแรกได้กินยอดที่แข็งๆไปแล้ว ผักผลไม้ก็จะงอกขึ้นใหม่ ถ้าที่ตรงไหนไม่มีน้ำ พวกเขาก็จะขุดบ่อเพื่อหาน้ำ ส่วนราคาสินค้าก็ขายตามที่คนพวกนั้นได้ตั้งไว้ก่อนแล้ว ดังนั้นจึงบอกไปว่า “ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไปก่อนเถิด”

พ่อค้าคนเขลาได้นำขบวนเกวียนออกเดินทางอย่างรีบเร่ง และเพียงชั่วไม่กี่วันต่อมา เขาก็พาพรรคพวกมาถึงทะเลทรายอันยาวเหยียดลูดลูกหูลูกตา

“นี่พวกเรา ช่วยกันตรวจดูน้ำของเราซิว่ายังมีพอที่จะข้ามทะเลทรายไปได้หรือเปล่า” เขาหยุดเกวียนลงมาสั่งลูกน้องทันทีที่ย่างก้าวเข้าอาณาเขตทะเลทราย

“ยังมีมากพอจ้ะ ลูกพี่” ลูกน้องคนหนึ่งตะโกนตอบ “แต่น่าสงสารวัวเท่านั้นเอง มันหลังแอ่นกันมาตั้งไกลแล้วเพราะน้ำนี่เองแหละ”

“ก็ทำยังไงได้เล่า ทางมันไกลและหาน้ำที่ไหนไม่ได้ยังงี้ ถ้าไม่ขนน้ำไป มีหวังอดน้ำตายกันหมดเท่านั้น”

“แล้วถ้าเกิดวัวมันทนไม่ไหว ตายไปซะก่อนละลูกพี่ เราจะทำยังไง”

พ่อค้าผู้เป็นหัวหน้านิ่งอึ้ง ขมวดคิ้วเข้าหากันอยู่เป็นครู่ใหญ่

ขณะนั้นเอง ก็มีกองเกวียนขบวนหนึ่งเดินสวนมา และทั้งผู้คน วัว และหลังคาเกวียน ต่างเปียกโชกไปด้วยน้ำ ยังกับตากฝนห่าใหญ่มาเป็นเวลานานนนั่นเอง ทำให้ลูกพี่กับลูกน้องกองเกวียนขบวนนี้สงสัยเป็นกำลัง จึงร้องทักทายขึ้นว่า

“เดี๋ยวก่อน พวกท่านมาจากไหนกัน”

“ฉันมาจากเมืองโน้น” คนที่นั่งเกวียนคันแรก หยุดเกวียนของตน พร้อมกับยกมือขึ้นปาดน้ำฝนที่หยดย้อยอยู่เต็มหน้า พลางแสดงอาการสั่นสะท้านขึ้นเพราะความหนาวเหน็บ “แหม! ฝนตกหนักจังเลยท่าน ตกลนลืมหูลืมตาไม่ขึ้น เคราะห์ดีที่มาถึงนี่ไม่มีฝน”

พอได้ยินเท่านั้น เหล่าลูกน้องต่างตาลุกวาวขึ้นในทันใด

“ถ้าอย่างนั้น น้ำก็เจิ่งนองไปหมดนะสิท่าน”

“เรียกว่าท่วมเลยดีกว่า ไม่เชื่อท่านไปดูเถอะ อีกไม่ไกลนักหรอก จะได้พบห้วยหนองคลองบึงที่ไม่เคยมีน้ำมาหลายปี ตอนนี้น้ำเอ่อล้นไปหมด” เจ้าของเกวียนคนนั้นตอบ

“โอ้ ดีจัง ทีนี้ฉันคงไม่ต้องขนน้ำไปให้หนักละซี” ลูกพี่พูดขึ้นมาบ้าง

“ถ้าท่านยังดันทุรังขนไป วัวของท่านก็ตายเปล่าเท่านั้นเอง แต่ยังไงก็สุดแต่ท่านเถอะ ฉันจะรีบไปล่ะ” เจ้าของเกวียนผู้นั้นกล่าว แล้วก็รีบเคลื่อนเกวียนของเขาออกเดินต่อไป

ในที่สุดลูกพี่ก็สั่งให้ลูกน้องเทน้ำที่บรรทุกมาทิ้งทั้งหมด แล้วให้ไปเอาน้ำฝนใหม่ๆ ข้างหน้า ไม่ช้าไม่นานก็เหลือแต่ตุ่มไหว่างเปล่า และเกวียนที่เคยหนักก็เบาขึ้นมาทันที

ความจริง กองเกวียนที่สวนทางมานั้นมิใช่มนุษย์ แต่เป็นพวกยักษ์ที่ปลอมแปลงมา เพื่อหลอกให้พวกนี้เทน้ำทิ้ง แล้วไปหิวโหย อดโซ หมดกำลังในกลางทะเลทราย มันจะได้ย้อนกลับมาฉีกเนื้อกินได้ง่ายๆ มิต้องเปลืองแรง

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้วลูกพี่ก็เร่งเคลื่อนขบวนเดินทางต่อไป เพื่อจะได้ถึงแหล่งน้ำแห่งใหม่โดยเร็ว

แต่ทว่า ระยะทางในท้องทะเลทรายอันแสนร้อนระอุ ยังไม่มีทีท่าจะสิ้นสุดลงง่ายๆ ยิ่งพวกเขาพากันเร่งรุดต่อไปดวยความหวังว่าจะได้พบกับน้ำฝนที่ใสแจ๋วสักเท่าใด ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าและความหิวโหยก็ยิ่งทวีความรุนแรงหนักขึ้น พร้อมกับความหวังก็ริบหรี่ลงไปทุกขณะ

เมื่อไม่ได้พบแหล่งน้ำสักที ทั้งคนและวัวต่างก็หมดกำลังที่จะเดินต่อไปได้อีก ต้องหยุดพัก ณ กลางทะเลทรายนั่นเอง และพอปลดวัวออกจากเกวียนเสร็จ ทุกคนก็พากันล้มลงหลับใหลไม่ได้สติ เพราะความหิวโหย อิดโรยอย่างสุดจะประมาณได้

และคืนนั้น พวกยักษ์ ก็ย้อนกลับมาจับเหล่าคาราวานกองเกวียนฉีกเนื้อกินจนหมดสิ้น เหลือเพียงกระดูกทิ้งไว้เต็มเกลื่อนพื้นทราย กับเกวียนบรรทุกสินค้าที่จอดระเนระนาดอยู่ที่นั้นเอง

ย้อนกล่าวถึงพ่อค้าอีกคนหนึ่ง ครึ่งเดือนต่อมา เขาออกเดินทางจากเมืองพาราณสี ติดตามมาพร้อมด้วยขบวนเกวียน 500 เล่ม และมีตุ่มไห ใส่น้ำจนเต็มปรี่

ครั้นมาถึงทะเลทราย เขาก็สั่งให้ลูกน้องหยุดเกวียนเพื่อตรวจดูน้ำให้เรียบร้อย และในขณะที่เขากำลังตรวจตราอยู่นั้นเอง พวกยักษ์ก็ปลอมเป็นพ่อค้านำกองเกวียนซึ่งเปียกปอนไปด้วยน้ำฝนเดินสวนมาหลอกอีกเช่นเคย

“เราเทน้ำทิ้งเสีย แล้วไปเอาน้ำฝนข้างหน้าดีกว่าลูกพี่” ลูกน้องคนหนึ่งร้องบอกหลังจากที่พวกยักษ์ปลอมเดินผ่านไปแล้ว

“แต่ข้าไม่เชื่อว่าตรงโน้นจะมีฝนตกจริง” เขาเอ่ยขึ้นช้าๆ พร้อมกับแหงนมองท้องฟ้าเบื้องบนอย่างพินิจพิเคระห์ “ท้องฟ้ามันไม่ได้บอกสักนิดว่ามีฝนตก ทั้งลมฝน ทั้งก้อนเมฆ ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ไม่มีสัญญาณอะไรเลย” เขาตัดบทแล้วรีบออกเดินทางต่อไปทันที

ทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาคาดคิดทุกประการ หลังจากที่เขากับลูกน้องพาขบวนเกวียนมุ่งหน้าผ่านทะเลทรายอันร้อนระอุมาจนไกลลิบลับแล้ว ก็หาได้พบน้ำฝนสักหยดไม่ และจนกระทั่งเย็นพระอาทิตย์กำลังจะตกดินอยู่รำไร ก็ได้มาพบกองเกวียนของเพื่อนผู้ล่วงหน้ามาก่อนจอดระเนระนาดอยู่กับกระดูกคน กระดูกวัวเกลื่อนกลาดไปหมด

“เพื่อนเราเสียท่ายักษ์เสียแล้ว” เขาบอกกับลูกน้องอย่างเดาเหตุการณ์ออก “คงจะเป็นพวกพ่อค้าที่ขับเกวียนสวนกับเรา และบอกเราว่าข้างหน้ามีฝนตก ให้เราเทน้ำทิ้งนั่นแหละ ซึ่งเพื่อนเราก็คงเชื่อและเทน้ำทิ้งทั้งหมด แต่เมื่อเดินทางมาแล้วไม่พบน้ำเลย ก็หมดแรงแล้วจอดพักกันที่นี่ พวกยักษ์มันก็ย้อนกลับมากินเสียเรียบอย่างนี้เอง”

พวกลูกน้องได้แต่นิ่งมองภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าด้วยความเศร้าสลดพร้อมกับนึกชมเชยหัวหน้าตนที่ไม่ยอมเชื่อใครง่ายๆ ก่อนที่จะมาพิสูจน์ให้เห็นจริง มิฉะนั้นพวกเขาคงต้องนอนตายเกลื่อนแบบเดียวกันนี้แน่

“เอ้า จัดการเก็บข้าวของที่พวกนี้ทิ้งไว้เถอะ เราจะพักกันที่นี่หนึ่งคืน” พ่อค้าผู้เป็นหัวหน้าหันมาสั่งลูกน้อง และจัดเวรยามอารักขาอย่างแน่นหนา

วันรุ่งขึ้นทุกคนก็ออกเดินทางไปค้าขายยังหัวเมืองซึ่งเป็นจุดหมายปลายทาง ขายสิ่งของด้วยมูลค่า 2 เท่า 3 เท่า และได้กลับมายังเมืองพาราณสีด้วยความปลอดภัย

ข้อคิดจากนิทานชาดก :
1.อย่าหลงเชื่อคนง่ายๆโดยไม่พิจารณาเหตุและปัจจัยต่างๆ
2.คนฉลาดคิดรอบคอบ ย่อมปกป้องภัยอันตรายที่จะมาถึงแก่ตนเองและบริวารได้

ประชุมชาดก
พ่อค้าเกวียนผู้โง่เขลาในสมัยนั้น ได้เกิดเป็นพระเทวทัต
ลูกน้องของบุตรพ่อค้าเกวียนโง่นั้น ก็ได้เป็นบริษัทของเทวทัต
ลูกน้องของบุตรพ่อค้าเกวียนผู้เป็นบัณฑิตในครั้งนั้น ได้เป็นพุทธบริษัท
พ่อค้าเกวียนผู้เป็นบัณฑิตในครั้งนั้น ได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

นิทานชาดก อย่าไว้ใจน้ำบ่อหน้า